วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม 2569

Login
Login

‘อุตฯเครื่องนุ่งห่ม’ดึง ‘เทคโนโลยี-ทุนประเทศ’ จัดแถวการผลิตทลายข้อจำกัดปักหลักฮับภูมิภาค

‘อุตฯเครื่องนุ่งห่ม’ดึง ‘เทคโนโลยี-ทุนประเทศ’  จัดแถวการผลิตทลายข้อจำกัดปักหลักฮับภูมิภาค

การส่งออกสินค้าเครื่องนุ่งห่มเดือน มี.ค. 2569 มีมูลค่า 187 ล้านดอลลาร์ และสะสมตั้งแต่ ม.ค.-มี.ค. มีมูลค่า 528 ล้านดอลลาร์ ส่งให้อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มเป็นกลไกหนึ่งที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ

เมื่อเร็วๆ นี้ สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย (TGMA) จัดกิจกรรม Future of Thai Garment Industry – Smart, Agile & Sustainable ร่วมเปิดมุมมองใหม่ของอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทยผ่านการเปิดเยี่ยมชม 2 โรงงานต้นแบบระดับโลก พร้อมอัปเดตเทรนด์การผลิต การปรับตัวสู่นวัตกรรมอัจฉริยะ (Smart Manufacturing) และความยั่งยืน (Sustainability) ที่กำลังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมในปัจจุบัน

ชลัมพล โลทารักษ์พงษ์ นายก TGMA เปิดเผยว่า ทางออกให้เศรษฐกิจยังเติบโตได้คือการสร้างซัพพลายเชนในประเทศ แล้วทำให้เกิดรายได้ในประเทศ รวมถึงการกลับมาสร้างมุมมองการใช้ทรัพยากรที่มีหรือจุดแข็งที่มี เช่น ซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ทำให้เป็นประโยชน์แล้วก็เติบโตไปได้

“นั่นคือการสร้างแบรนด์ในประเทศในแนวทางของไทย ยกตัวอย่าง อิตาลี ที่ปัจจุบันยังมีโรงงานเครื่องนุ่งห่มอยู่ และอิตาลีก็มีแบรนด์ของตัวเอง ซึ่งมีมูลค่าอุตสาหกรรมมากกว่าไทย 12 เท่า ดังนั้น เท่ากับว่าหากไทยปรับมุมมองและเดินหน้าให้ถูกทางและพัฒนาอย่างไม่ยอมหยุด นั่นคือโอกาสเติบโตได้อีก 12 เท่ากำลังรออยู่ข้างหน้า”

อย่างไรก็ตาม จะทำให้เป้าหมายสำเร็จได้ ก็ต้องมีการสร้างระบบและนำจุดแข็งของไทยใส่เข้าไปในระบบนั้น เช่น ภาพความสวยงามของประเทศ วัฒนธรรม หรือแม้แต่ไลฟ์สไตล์ของคนไทย หากมองว่าปัจจุบันกำลังเผชิญกับวิกฤต การจะออกจากวิกฤตต้องทำอย่างมีกลยุทธ์ ยกตัวอย่างเช่น เกาหลีใต้ที่ออกจากวิกฤตต้มยำกุ้งพร้อมนำประเทศสู่ระบบผู้นำในหลายด้าน

“ผมคิดว่าเราควรพูดถึงอนาคตมากกว่า และสร้างระบบนิเวศที่จะทำให้ประเทศไทยเติบโตต่อไป ในบทบาทของสมาคมอยากให้อุตสาหกรรมแข่งขันได้และมีรากฐานการผลิตที่ดีมีมูลค่า ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการด้วยกันและรับความช่วยเหลือจากภาครัฐในหลายๆ ด้าน”

ธมลวรรณ วิโรจน์ชัยยันต์ อุปนายก TGMA กล่าวว่า อุตสาหกรรมเสื้อผ้าไทยปัจจุบันแข่งขันยากขึ้นจริง ทั้งเรื่องค่าแรง ต้นทุนพลังงาน ค่าเงิน และการแข่งขันจากประเทศต้นทุนต่ำ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ตลาดโลกก็เริ่มมองหา “โรงงานที่เชื่อถือได้” มากขึ้นเช่นกัน

หลังวิกฤตโควิด-19 หลายแบรนด์ไม่ได้มองแค่งราคาถูกที่สุดอีกต่อไป แต่เริ่มให้ความสำคัญกับคุณภาพที่สม่ำเสมอ ราคาที่สมเหตุสมผล ความโปร่งใส และการปฏิบัติตามกฎระเบียบ (Compliance) ตัวอย่างเช่น สหรัฐอเมริกา ที่ตรวจสอบเข้มงวดว่ามีการใช้แรงงานเด็กหรือแรงงานบังคับหรือไม่ จึงเกิดโครงการ GLP (Good Labour Practices) ร่วมกับทางกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน แม้ว่าไทยจะมีมาตรฐานการตรวจสอบจากลูกค้ายุโรปอยู่แล้ว ซึ่งมีมาตรฐานสูงกว่าก็ตาม

นอกจากนี้ โรงงานที่จะอยู่รอดได้ยังต้องมีความเร็วในการตอบสนอง, ความยืดหยุ่น และการพัฒนาที่ยั่งยืน ดังนั้น โรงงานไทยอาจไม่ได้ชนะเรื่อง “ถูกที่สุด” แต่ยังมีจุดแข็งเรื่องความละเอียด, การสื่อสาร, การแก้ปัญหา และความน่าเชื่อถือในการส่งมอบ

“โรงงานที่อยู่รอดต่อจากนี้ จะไม่ใช่โรงงานที่แข่งกันถูก แต่คือโรงงานที่ทำให้ลูกค้ากล้าจ่าย”

ที่ผ่านมา คนจำนวนมากมองอุตสาหกรรมการผลิตผ่านภาพจำเก่า หรืออาจจะไม่มีโอกาสได้เห็นภายในโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งจริงๆ แล้วโรงงานไทยจำนวนมากพัฒนาไปมากแล้ว ทั้งระบบคุณภาพ มาตรฐานแรงงาน เทคโนโลยี และการบริหารจัดการ การเปิดโรงงานครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การพามาดูสายการผลิต แต่คือการทำให้คนเห็นว่าโรงงานไทยมีศักยภาพจริง, มีระบบ, มีมาตรฐาน และสามารถสร้างสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มได้

อย่างไรก็ตาม การจะเดินต่อไปข้างหน้าอย่างเข้มแข็งต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ได้แก่ การยกระดับประสิทธิภาพการผลิต (Productivity) ซึ่งประเทศไทยไม่สามารถแข่งขันด้านค่าแรงต่ำได้อีกแล้ว ภาครัฐควรช่วยเรื่องระบบอัตโนมัติ (Automation), เครื่องจักร (Machines), การปรับปรุงกระบวนการแบบลีน (Lean Transformation), การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digitalization), การยกระดับทักษะแรงงาน (Workforce Upskilling) และการเรียนรู้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI Learning)

เนื่องจากอุตสาหกรรมนี้ใช้คนจำนวนมาก หากช่วยยกระดับได้ก็จะก่อให้เกิดการจ้างงานสูง และการยกระดับเทคโนโลยีจะทำให้คนรุ่นใหม่อยากกลับเข้าสู่ระบบการผลิตมากขึ้น

การสนับสนุนข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) และการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงเจรจา ก็หวังว่าทีม Thailand จะต้องทำสำเร็จ เพราะตลาดยุโรปเป็นตลาดที่ให้คุณค่าและมูลค่ากับการผลิตที่ได้มาตรฐาน

“ส่วนการค้าระหว่างประเทศ อยากให้มีการเชิญกลุ่มผู้ซื้อ (Buyers) หรือสนับสนุนกิจกรรมที่กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการ เช่น งานแสดงสินค้า (Trade Fair) ต่างๆ ให้กับผู้ประกอบการที่พร้อมรองรับการส่งออก”

นอกจากนี้ คือการสนับสนุนกลุ่ม SME ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยเฉพาะธุรกิจโรงงานผลิตที่ประสบปัญหาเงินสดตึงตัว (Cash Flow) เพราะหลายครั้งโรงงานผลิตติดอยู่ตรงกลางเหมือนแซนด์วิช (Sandwich) ต้องสำรองจ่ายค่าวัตถุดิบไว้ก่อน แต่กว่าจะได้ผลตอบแทนต้องรอหลังจากผลิตเสร็จหรือนานกว่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก

“ธุรกิจผลิตจำนวนมากไม่ได้ขาดออเดอร์อย่างเดียว แต่ขาดเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) ที่เหมาะสม”

ประการสุดท้ายคือ การลดคอร์รัปชันและเพิ่มความโปร่งใสเป็นธรรม (Fairness) ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่ทำถูกต้องควรได้แข่งขันกันที่คุณภาพและประสิทธิภาพ ไม่ใช่ต้นทุนแฝง จึงอยากให้ภาครัฐผลักดันเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างจากผู้ประกอบการในประเทศ (Made in Thailand) ที่ดำเนินการอย่างถูกต้อง มากกว่าการนำเข้าและการประมูล (Bidding) ที่สู้กันแค่เรื่องราคา อยากให้คำว่า Made in Thailand เป็นคำที่น่าเชื่อถือ เหมือนแบรนด์จากไต้หวัน ญี่ปุ่น หรือเกาหลีใต้

“ถ้าระบบมีความโปร่งใส (Transparency) มากขึ้น ผู้ประกอบการที่ลงทุนในระยะยาวจะกล้าเติบโตมากขึ้น”

ปัจจุบัน สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย หรือ TGMA กำลังแลกเปลี่ยนข้อมูลและจัดอบรมให้กับสมาชิก เพื่อทำให้การผลิตของทั้งอุตสาหกรรมเป็นมากกว่าแค่การตัดเย็บ ซึ่งเป็นที่มาของแนวคิด “Beyond Sewing” คือการเปิดโรงงานให้ทุกคนมาเยี่ยมชม และร่วมกันสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ทั้งระบบที่จะร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปด้วยกัน

‘อุตฯเครื่องนุ่งห่ม’ดึง ‘เทคโนโลยี-ทุนประเทศ’  จัดแถวการผลิตทลายข้อจำกัดปักหลักฮับภูมิภาค