อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเดือนเมษายน 2569 ยังเผชิญแรงกดดันจากสงครามตะวันออกกลางและเศรษฐกิจโลก แม้ยอดผลิตรถยนต์รวมลดลงเพียง 0.44% เหลือ 103,794 คัน แต่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ยังเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะยอดขายรถยนต์นั่ง BEV พุ่ง 27.35% ขณะที่การส่งออกรถยนต์ลดลง 8.43% หลังตลาดตะวันออกกลางทรุดหนักจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ด้าน ส.อ.ท.จับตาต้นทุนชิ้นส่วนพุ่งซ้ำเติมกำลังซื้อในประเทศที่ยังเปราะบาง
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ของ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เดือนเมษายน 2569 ประเทศไทยผลิตรถยนต์ได้ทั้งสิ้น 103,794 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 0.44% และลดลงจากเดือนมีนาคม 22.20% โดยเป็นผลจากการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศที่ลดลง 1.70% โดยเฉพาะรถยนต์นั่งทั้งเครื่องยนต์สันดาปภายในและรถยนต์ไฟฟ้าที่ลดลงรวม 16.77%
อย่างไรก็ตาม ภาพรวม 4 เดือนแรกปี 2569 ยังเติบโต โดยมียอดผลิตรวม 473,545 คัน เพิ่มขึ้น 4% จากช่วงเดียวกันปีก่อน
ทั้งนี้ ส.อ.ท.ประเมินว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซเริ่มกระทบต่อการส่งออกรถกระบะไปยังตลาดตะวันออกกลางอย่างชัดเจน และหากสงครามยืดเยื้อเกิน 3 เดือน อาจส่งผลให้การผลิตเพื่อส่งออกไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
EV ยังโตต่อเนื่อง สวนตลาด ICE หดตัว
รถยนต์นั่งเดือนเมษายนผลิตได้ 36,650 คัน ลดลง 8.43% โดยรถยนต์สันดาปภายใน (ICE) ผลิตได้ 11,870 คัน ลดลง 24.15% ขณะที่รถยนต์นั่งไฟฟ้าแบบ BEV ผลิตได้ 4,716 คัน ลดลงเล็กน้อย 1.01%
ส่วนรถยนต์ไฟฟ้าผสมเสียบปลั๊ก (PHEV) ผลิตได้ 1,738 คัน เพิ่มขึ้น 68.57% และรถยนต์ไฮบริด (HEV) ผลิตได้ 18,326 คัน ลดลง 1.37%
ด้านรถกระบะไฟฟ้า BEV ผลิตได้ 250 คัน เพิ่มขึ้นถึง 6,150% สะท้อนการเริ่มขยายตัวของตลาดรถกระบะไฟฟ้าในไทย
ขณะที่ช่วง 4 เดือนแรกปีนี้ รถยนต์นั่ง BEV ผลิตสะสม 15,211 คัน เพิ่มขึ้น 7.98% และรถยนต์ HEV ผลิตสะสม 74,435 คัน เพิ่มขึ้น 7.71% สวนทางรถยนต์ ICE ที่ลดลง 11.87%
ยอดขายรถยนต์ฟื้น รับแรงหนุน EV-น้ำมันแพง
ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศเดือนเมษายนอยู่ที่ 48,394 คัน เพิ่มขึ้น 2.54% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แม้ลดลง 19.16% จากเดือนมีนาคม
ปัจจัยสำคัญมาจากการส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าที่มียอดจองจำนวนมากในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ประกอบกับราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากวิกฤติตะวันออกกลาง ทำให้ผู้บริโภคหันมาสนใจรถ EV มากขึ้น
ยอดขายรถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์มีจำนวน 33,654 คัน เพิ่มขึ้น 9.07% โดยรถยนต์ BEV มียอดขาย 13,882 คัน เพิ่มขึ้น 27.35% คิดเป็นสัดส่วน 28.69% ของยอดขายทั้งหมด
ขณะที่รถยนต์ HEV มียอดขาย 11,204 คัน เพิ่มขึ้น 41.75% ส่วนรถยนต์ ICE เหลือเพียง 7,109 คัน ลดลงถึง 35.18%
อย่างไรก็ตาม ตลาดรถกระบะยังอ่อนแรง โดยยอดขายรถกระบะอยู่ที่ 9,831 คัน ลดลง 10.11% จากความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน และกำลังซื้อที่ยังเปราะบางจากเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า
ส่งออกรถยนต์หดตัวหนัก ตลาดตะวันออกกลางทรุด
การส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปเดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ 60,190 คัน ลดลง 8.43% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และลดลง 25.13% จากเดือนก่อนหน้า
ตลาดที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือ ตะวันออกกลาง ซึ่งยอดส่งออกรถยนต์ลดลงกว่า 11,053 คัน หรือ 91.76% จากผลกระทบสงครามระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่าน รวมถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
แม้ตลาดเอเชีย ออสเตรเลีย โอเชียเนีย แอฟริกา และอเมริกาเหนือยังขยายตัว แต่ไม่สามารถชดเชยการหดตัวของตลาดตะวันออกกลางได้ทั้งหมด
สำหรับรถยนต์นั่ง BEV ส่งออกได้ 1,924 คัน เพิ่มขึ้น 191.52% ส่วนรถยนต์ HEV ส่งออกได้ 6,713 คัน เพิ่มขึ้น 42.80% ขณะที่รถยนต์ ICE ส่งออกเหลือเพียง 2,031 คัน ลดลงถึง 75%
ด้านมูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปอยู่ที่ 42,942.55 ล้านบาท ลดลง 6.71% ขณะที่มูลค่าส่งออกรวมรถยนต์ เครื่องยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่ อยู่ที่ 62,637.24 ล้านบาท ลดลง 6.86%
จับตาต้นทุนชิ้นส่วนพุ่ง ซ้ำเติมกำลังซื้อ
นายสุรพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า อีกปัจจัยที่น่ากังวลคือ การขอปรับขึ้นราคาชิ้นส่วนยานยนต์จากผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งอาจซ้ำเติมต้นทุนการผลิตและกำลังซื้อผู้บริโภคในช่วงที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยบวกจากเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกที่ขยายตัว 2.8% รวมถึงการลงทุนใหม่ที่ได้รับอนุมัติจาก BOI และมาตรการลงทุนของภาครัฐ ซึ่งอาจช่วยกระตุ้นการจ้างงานและกำลังซื้อในระยะต่อไป
รถ EV ป้ายแดงพุ่ง ดันยอดสะสมทะลุ 4.47 แสนคัน
ข้อมูลการจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าใหม่เดือนเมษายน 2569 พบว่า รถ BEV ป้ายแดงมีจำนวน 12,512 คัน เพิ่มขึ้น 55.84% โดยเป็นรถยนต์นั่งกว่า 9,974 คัน
ส่วนยอดสะสมรถ BEV ณ วันที่ 30 เมษายน 2569 อยู่ที่ 447,351 คัน เพิ่มขึ้น 67.63% จากปีก่อน แบ่งเป็นรถยนต์นั่ง 336,360 คัน และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 92,877 คัน
ขณะที่รถ HEV จดทะเบียนสะสมอยู่ที่ 665,034 คัน เพิ่มขึ้น 28.49% และรถ PHEV อยู่ที่ 86,708 คัน เพิ่มขึ้น 22.93%

