"ส.อ.ท." มอง “ไทยช่วยไทย พลัส” เป็นแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจที่ตอบโจทย์ SMEs ครบทุกมิติ หนุน GDP กลุ่ม SMEs โตได้ถึง 35-40% พร้อมชี้ “MiT Plus” จะเป็นกลไกสำคัญดึงผู้ผลิตไทยเข้าสู่ตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ มูลค่ากว่า 7.2 แสนล้านบาทต่อปี แนะรัฐบาลเร่งลดต้นทุนพลังงาน หนุน Automation-AI และเชื่อม SME เข้าซัปพลายเชนรายใหญ่
KEY POINTS
- นายวีรชัย มั่นสินธร รองประธาน ส.อ.ท. สนับสนุนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” โดยประเมินว่าหากรัฐบาลผลักดันอย่างจริงจัง และครบวงจร จะสามารถกระตุ้น GDP ของภาค SME ให้เติบโตได้ถึง 35-40%
- ชี้ว่ามาตรการ Made in Thailand Plus (MiT Plus) จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ผู้ผลิตไทยเข้าถึงตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่มีมูลค่ากว่า 7.2 แสนล้านบาทต่อปี และอาจเพิ่มสัดส่วนของ SME จาก 43% เป็น 45-50%
- โครงการนี้ครอบคลุมมาตรการสำคัญอื่นๆ ที่ช่วยสร้างแต้มต่อให้ภาคการผลิต เช่น “SME พลัส+” เพื่อการเข้าถึงแหล่งทุน และ “AI พลัส+” เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตสู่ Smart Manufacturing
- เสนอให้รัฐบาลเร่งรัดมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม โดยเฉพาะการลดต้นทุนด้านพลังงาน, การสนับสนุนเงินทุนสำหรับการลงทุนด้าน Automation และ AI, และการเชื่อมโยง SME เข้าสู่ซัปพลายเชนของรายใหญ่
- ย้ำว่าการทำให้มาตรการต่างๆ เข้าถึงง่าย ควบคู่กับการสนับสนุนด้านเทคโนโลยี การลดต้นทุน และการขยายตลาด จะช่วยสร้างการเติบโตให้ SME ภาคการผลิตอย่างยั่งยืน
นายวีรชัย มั่นสินธร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะประธานสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (SMI) และประธานสถาบันเศรษฐกิจและการลงทุนไทย-จีน เปิดเผยถึงมุมมองต่อโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” กับเศรษฐกิจและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SME) ว่า ถือเป็นแนวคิดที่มีความครอบคลุมทั้งการกระตุ้นกำลังซื้อ การเพิ่มการลงทุน การเข้าถึงแหล่งทุน การพัฒนาทักษะแรงงาน รวมถึงการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการ SME ไทย
ทั้งนี้ หากรัฐบาลสามารถผลักดันมาตรการต่างๆ ให้เกิดขึ้นได้จริง และเชื่อมโยงการดำเนินงานของแต่ละมาตรการเข้าหากันอย่างเป็นระบบ จะสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ทั้งในระยะสั้น และระยะยาว โดยประเมินว่าอาจส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ของภาค SME เติบโตได้ถึง 35-40% หากมีแนวปฏิบัติที่ชัดเจน และมีประสิทธิภาพในแต่ละมาตรการ
นายวีรชัย กล่าวว่า สำหรับ SME ภาคการผลิต มองว่าโครงการดังกล่าวมีศักยภาพในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ผู้ประกอบการกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ปัญหาขาดสภาพคล่อง การขาดแคลนแรงงานทักษะ รวมถึงการแข่งขันที่รุนแรงจากสินค้านำเข้า
โดยเฉพาะมาตรการ Made in Thailand Plus (MiT Plus) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้ผู้ผลิตไทย ผ่านระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่มีวงเงินมหาศาลในแต่ละปี
ปัจจุบัน การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่เกิดขึ้นกับ SMEs มีมูลค่าประมาณ 720,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 43% ของมูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐทั้งหมด และหากมาตรการสนับสนุน MiT Plus ประสบความสำเร็จ เชื่อว่าสัดส่วนการจัดซื้อจัดจ้างของ SME จะเพิ่มขึ้นได้อย่างน้อย 45-50%
นอกจากนี้ ยังจะช่วยสนับสนุนให้เกิดการใช้ Local Supply Chain มากขึ้น โดยผู้ประกอบการมีแนวโน้มจัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วน และบริการจากผู้ประกอบการไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจภายในประเทศ และเสริมความแข็งแกร่งให้ภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว
ขณะเดียวกัน ยังมองว่ามาตรการอื่นๆ ภายใต้ไทยช่วยไทย พลัส ที่เอื้อประโยชน์ต่อ SME ภาคการผลิต มีอีกหลายด้านที่สำคัญ ได้แก่
มาตรการ SMEs พลัส+ เข้าถึงทุน และค้ำประกันสินเชื่อ
ถือเป็นมาตรการที่ตอบโจทย์ภาคการผลิตโดยตรง เพราะจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ สามารถนำเงินไปลงทุนในเครื่องจักร เทคโนโลยี และขยายกำลังการผลิตได้มากขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดข้อจำกัดของ SMEs ที่มีหลักประกันไม่เพียงพอในการเข้าถึงสินเชื่อ จึงถือเป็นมาตรการที่ส่งผลได้รวดเร็ว และตรงจุดที่สุดต่อภาคการผลิต
มาตรการ AI พลัส+
จะมีบทบาทสำคัญในการเพิ่ม Productivity ให้ภาคอุตสาหกรรม ช่วยลดต้นทุนแรงงาน ลดความผิดพลาดในกระบวนการผลิต สนับสนุนการวางแผนการผลิต การบริหารจัดการสต๊อก และการควบคุมคุณภาพสินค้า ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการยกระดับโรงงานไทยสู่ Smart Manufacturing
มาตรการ Trade พลัส+
จะช่วยเปิดตลาดใหม่ทั้งใน และต่างประเทศ เพิ่มโอกาสการส่งออก ลดการพึ่งพาตลาดภายในประเทศ และช่วยสร้างรายได้รวมถึงคำสั่งซื้อใหม่ให้แก่ภาคโรงงานอุตสาหกรรมไทย
อย่างไรก็ตาม นายวีรชัย ได้เสนอข้อเสนอแนะถึงรัฐบาล เพื่อให้มาตรการต่างๆ เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ประกอบด้วย 5 แนวทางสำคัญ ได้แก่
1. เร่งบังคับใช้กฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดพัสดุ และวิธีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน ทั้งในส่วนของ SME และสินค้า Made in Thailand ให้มีความเข้มข้นมากขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงตลาดภาครัฐอย่างแท้จริง
2. สนับสนุนการลงทุนด้าน Automation และ AI อย่างเป็นรูปธรรม เช่น การจัดทำ Voucher หรือ Matching Fund สำหรับการติดตั้งระบบ Automation หุ่นยนต์ และ AI รวมถึงสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้ SME ในสัดส่วนไม่น้อยกว่า 50-70% เพื่อเร่งยกระดับประสิทธิภาพการผลิตของประเทศ
3. เดินหน้ามาตรการลดต้นทุนพลังงานให้ภาคอุตสาหกรรม อาทิ การขยายมาตรการ Solar Rooftop สำหรับภาคอุตสาหกรรม การจัดหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับการลงทุนด้านพลังงาน รวมถึงการสนับสนุนระบบบริหารจัดการพลังงานในโรงงาน เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนระยะยาว
4. สร้างตลาดควบคู่กับการสนับสนุนด้านเงินทุน โดยเชื่อมโยง SME เข้าสู่ Supply Chain ของภาครัฐ และภาคเอกชนรายใหญ่ เพิ่มกิจกรรม Business Matching และผลักดันการส่งออกอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ให้ผู้ประกอบการไทย
5. จัดตั้งศูนย์วินิจฉัย SME Health Check เพื่อช่วยตรวจวิเคราะห์สถานะธุรกิจของ SME ทั้งด้านการเงิน การผลิต พลังงาน ดิจิทัล และการตลาด พร้อมเชื่อมโยงไปสู่มาตรการสนับสนุนที่เหมาะสมกับปัญหาของแต่ละกิจการ
นายวีรชัย กล่าวว่า สำหรับ SME ภาคการผลิต มาตรการไทยช่วยไทย พลัส ถือเป็นทิศทางที่ดี เนื่องจากครอบคลุมทั้งเรื่องเงินทุน การลงทุนด้าน AI การขยายตลาด และเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย
"สิ่งสำคัญที่สุดคือ การทำให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงมาตรการต่างๆ ได้ง่าย ลดขั้นตอนที่ซับซ้อน และต้องมีการสนับสนุนด้านเทคโนโลยี การลดต้นทุนพลังงาน และการขยายตลาดควบคู่กันไป เพื่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม และนำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของ SME ภาคการผลิตไทยในระยะยาว"
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





