“พิมพ์ใจ” ประธาน ส.อ.ท. หนุน “ไทยช่วยไทยพลัส” ชี้ลดภาระค่าครองชีพยุควิกฤติพลังงาน แนะรัฐเร่งเบิกจ่ายงบฯ กระจายเม็ดเงินฟื้นกำลังซื้อ
KEY POINTS
- ส.อ.ท. สนับสนุนโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” โดยมองว่าเป็นมาตรการสำคัญที่ช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของประชาชน ท่ามกลางวิกฤติพลังงาน
- ภาคอุตสาหกรรมชี้ว่าการรักษาระดับกำลังซื้อของประชาชนเป็นปัจจัยสำคัญในการประคับประคองเศรษฐกิจภายในประเทศ ทำให้ภาคการผลิต การค้า และบริการสามารถเดินหน้าต่อได้
- ส.อ.ท. เสนอแนะให้ภาครัฐเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณที่ยังต่ำกว่าเป้าหมาย เพื่ออัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ สร้างการหมุนเวียน และกระจายรายได้ในวงกว้าง
- การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณและเดินหน้าโครงการลงทุนต่างๆ จะเป็นอีกแรงสนับสนุนสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ของรัฐบาลว่า ถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญที่เข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของประชาชน ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤติพลังงานที่ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและต้นทุนการดำรงชีวิตอย่างต่อเนื่องในขณะนี้
ทั้งนี้ ปัญหาด้านพลังงานไม่ได้กระทบเฉพาะต้นทุนด้านเชื้อเพลิงหรือค่าไฟฟ้าโดยตรงเท่านั้น แต่ยังแทรกซึมอยู่ในทุกมิติของค่าใช้จ่ายในการดำเนินชีวิตและการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะต้นทุนด้านการขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ตั้งแต่ต้นทางของกระบวนการผลิตไปจนถึงปลายทางที่ถึงมือผู้บริโภค
“ต้นทุนพลังงานวันนี้อยู่ในทุกส่วนของระบบเศรษฐกิจ ทั้งค่าขนส่งวัตถุดิบ ค่าใช้จ่ายทางอ้อมในการดำเนินธุรกิจ หรือค่าโสหุ้ย (Overhead Cost) ของภาคการผลิต ซึ่งมีค่าไฟฟ้าเป็นองค์ประกอบสำคัญ รวมไปถึงค่าขนส่งสินค้าและค่าจัดจำหน่ายที่สะท้อนออกมาในราคาสินค้าอุปโภคบริโภคของประชาชน” นางพิมพ์ใจ กล่าว
นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า ในช่วง 4-5 เดือนที่ผ่านมา ประชาชนต้องเผชิญภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมยังไม่เอื้ออำนวยต่อการจับจ่ายใช้สอยมากนัก ทำให้กำลังซื้อในหลายภาคส่วนยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ ดังนั้น มาตรการของภาครัฐที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและช่วยพยุงกำลังซื้อ จึงมีความจำเป็นอย่างมากในช่วงเวลานี้
ภาคอุตสาหกรรมมองว่า การรักษาระดับกำลังซื้อของประชาชนถือเป็นปัจจัยสำคัญในการประคับประคองเศรษฐกิจภายในประเทศ เพราะเมื่อประชาชนยังมีกำลังจับจ่าย ก็จะช่วยให้ภาคการผลิต ภาคการค้า และภาคบริการสามารถเดินหน้าต่อได้ ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานและเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง
นอกจากนี้ นางพิมพ์ใจ ยังแสดงความเห็นเพิ่มเติมว่า จากนี้ไปภาครัฐมีแนวโน้มจะเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณมากขึ้น เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่การเบิกจ่ายยังต่ำกว่าเป้าหมาย ซึ่งการเร่งอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ จะมีส่วนสำคัญในการสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ และช่วยกระจายรายได้ไปยังภาคธุรกิจและประชาชนในวงกว้าง
“หากภาครัฐสามารถเร่งการเบิกจ่ายงบประมาณและเดินหน้าโครงการลงทุนต่างๆ ได้เร็วขึ้น จะช่วยให้เกิดการกระจายเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจต่อเนื่องในช่วงเวลาถัดไป ซึ่งจะเป็นอีกแรงสนับสนุนสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง” นางพิมพ์ใจกล่าว
อย่างไรก็ดี ภาคอุตสาหกรรมยังคงติดตามสถานการณ์ต้นทุนพลังงานอย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะภาคการผลิตที่ใช้พลังงานเข้มข้น รวมถึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนและกำลังซื้อที่ชะลอตัว
ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนมองว่า การดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการดูแลเสถียรภาพด้านพลังงาน จะเป็นกลไกสำคัญในการประคองเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ราคาพลังงาน และปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงกดดันเศรษฐกิจในหลายประเทศทั่วโลก





