วันพุธ ที่ 2 กันยายน 2569

Login
Login

'สุริยะ' สั่งด่วนรับมือฝนผันผวน จี้ทุกหน่วยงานเร่งอุ้มเกษตรกร

สุริยะ กำชับปรับแผนเผชิญเหตุภัยพิบัติครบวงจรทั้งพืช ประมง และปศุสัตว์ พร้อมชูแนวทางบริหารจัดการความเสี่ยง 5 ด้าน หวังลดความเสียหายให้แก่พี่น้องชาวนาไร่

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมเตรียมการเพื่อบรรเทาสาธารณภัย และรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ว่า  รัฐบาลห่วงใยสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ความรุนแรงมากขึ้น แม้กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศว่า ไทยเข้าสู่ห้วงฤดูฝนแล้ว เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 แต่จากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีความผันผวนมากขึ้นในปัจจุบัน ทำให้ทุกภาคส่วนต้องเตรียมความพร้อมในการป้องกัน และรับมือกับสาธารณภัยที่อาจจะเกิดขึ้น

'สุริยะ' สั่งด่วนรับมือฝนผันผวน จี้ทุกหน่วยงานเร่งอุ้มเกษตรกร

โดยได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานบูรณาการ การทำงานร่วมกับกระทรวงอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัย และกำชับหน่วยงานในพื้นที่ให้ติดตาม และประเมินสถานการณ์พื้นที่เสี่ยงต่างๆ รวมถึงเฝ้าระวัง และเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยพิบัติในทันที เมื่อเกิดเหตุตลอดจนการให้ความช่วยเหลือ และเยียวยาต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว

 

ขณะเดียวกัน ให้ทุกหน่วยงานให้ความสำคัญกับข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี และข้อห่วงใยขององคมนตรีที่ให้ไว้ในการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ได้แก่

1) การบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอต่อการอุปโภค บริโภค และการเกษตร 2) ให้ทุกหน่วยงานปรับแผนเผชิญเหตุอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน 3) เตรียมการสำหรับการให้ความช่วยเหลือประชาชนในทุกกรณีให้ชัดเจน และให้ความช่วยเหลือทันทีเมื่อเกิดสาธารณภัย หากเกษตรกรที่ได้รับความเสียหายทั้งด้านการเกษตร ประมง และปศุสัตว์ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ให้เร่งช่วยเหลือเยียวยาโดยเร็วและทั่วถึง

'สุริยะ' สั่งด่วนรับมือฝนผันผวน จี้ทุกหน่วยงานเร่งอุ้มเกษตรกร

 4) การเตรียมการสำหรับสถานการณ์ภัยแล้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต มอบหมายทุกหน่วยงาน ประสาน และประเมินสถานการณ์โดยรวมอย่างต่อเนื่อง กรณีพื้นที่ ที่ยังไม่เกิดภัยแล้ง ให้เตรียมการประสานแผนเผชิญเหตุเพื่อให้พร้อมสำหรับการแก้ไขปัญหา และการให้ความช่วยเหลือ/เยียวยา โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงท่วม 64 จังหวัด พื้นที่เสี่ยงแล้ง 58 จังหวัด และเสี่ยงทั้งท่วม และแล้ง 43 จังหวัด ตามที่สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ ได้รายงานสรุปคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงภัยในอีก 6 เดือนข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำหนดแนวทางบริหารจัดการความเสี่ยงจากเอลนีโญใน 5 ด้านสำคัญ คือ 

1) การเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อน และแหล่งน้ำของประเทศ โดยให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรประสานการปฏิบัติร่วมกับกองทัพอากาศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขึ้นปฏิบัติการฝนหลวงอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนบูรณาการข้อมูล และการจัดการสาธารณภัย เพื่อบรรลุเป้าหมายที่กำหนดร่วมกัน เพื่อให้สามารถติดตามประเมินผลการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม 

2) การเฝ้าระวัง และเตือนภัยล่วงหน้า โดยให้หน่วยงานในสังกัดติดตามข้อมูลฝน น้ำท่า น้ำต้นทุน อุณหภูมิ ความชื้นในดิน พื้นที่เพาะปลูก และระยะการเจริญเติบโตของพืชอย่างใกล้ชิด พร้อมใช้ข้อมูลดาวเทียม และเทคโนโลยี Remote Sensing เพื่อประเมินพื้นที่เสี่ยง และความสมบูรณ์ของพืชแบบใกล้เคียงเวลาจริง รวมทั้งการสื่อสารต่อสาธารณะ 2 เกษตรกร และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อสร้างความตระหนักรู้และเสริมศักยภาพความสามารถของคน ชุมชน หรือระบบที่เผชิญภัยพิบัติหรือวิกฤติแล้ว สามารถ “ฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว” โดยไม่ให้เกิดความเสียหายระยะยาวต่อการพัฒนา

'สุริยะ' สั่งด่วนรับมือฝนผันผวน จี้ทุกหน่วยงานเร่งอุ้มเกษตรกร

 3) การปรับแผนการผลิตให้สอดคล้องกับน้ำต้นทุนจริง โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน และพื้นที่เสี่ยงฝนทิ้งช่วง กระทรวงจะเน้นการสื่อสารกับเกษตรกรให้วางแผนเพาะปลูกตามสถานการณ์น้ำจริง ลดการปลูกเกินศักยภาพน้ำต้นทุน เลื่อนหรือปรับรอบการเพาะปลูกในพื้นที่เสี่ยง และส่งเสริมพืชใช้น้ำน้อยในพื้นที่ ที่เหมาะสม

 4) การลดต้นทุน และลดความเสียหายของเกษตรกร โดยส่งเสริมการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน การจัดการศัตรูพืชอย่างแม่นยำ การสนับสนุนเครื่องจักรกล และผู้ให้บริการทางการเกษตร รวมถึงการให้คำแนะนำรายพื้นที่ตามชนิดพืช และระยะการเจริญเติบโต เพื่อให้เกษตรกรลดความเสี่ยงก่อนเกิดความเสียหาย

5) การดูแลผลกระทบทางเศรษฐกิจ และห่วงโซ่อุปทาน โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรจะติดตามสถานการณ์ผลผลิต ราคา ต้นทุน และรายได้เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งวิเคราะห์ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง เช่น อาหารสัตว์ น้ำตาล แป้งมันสำปะหลัง ปศุสัตว์ และการแปรรูปสินค้าเกษตร เพื่อให้รัฐบาลสามารถกำหนดมาตรการได้ตรงจุด และทันเวลา

" ผมขอย้ำว่าแนวทางของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในครั้งนี้คือ ไม่รอให้เกิดความเสียหายแล้วจึงเข้าไปเยียวยาเท่านั้น แต่ต้องใช้ข้อมูลเพื่อป้องกัน และลดความเสียหายล่วงหน้า โดยจะบูรณาการ การทำงานร่วมกับกรมชลประทาน กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมปศุสัตว์ กรมประมง สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ทั้งในส่วนกลาง และพื้นที่ และขอให้พี่น้องเกษตรกรติดตามข้อมูลข่าวสารจากศูนย์ติดตาม และแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร และหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะคำแนะนำเรื่องช่วงเวลาการเพาะปลูก ปริมาณน้ำในพื้นที่ การเลือกชนิดพืช การจัดการน้ำในแปลง และการป้องกันโรคและแมลง อย่าเพิ่งตัดสินใจเพาะปลูกโดยดูจากฝนช่วงสั้นๆ เพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาข้อมูลน้ำต้นทุน และแนวโน้มฝนตลอดฤดูร่วมด้วย

ในช่วงเวลาที่สภาพภูมิอากาศมีความไม่แน่นอนสูง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการดูแลพี่น้องเกษตรกร โดยใช้ข้อมูล วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และเศรษฐศาสตร์การเกษตร มาประกอบการตัดสินใจ เพื่อให้ภาคเกษตรไทยสามารถรับมือกับเอลนีโญได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสียหายต่อผลผลิต ลดภาระต้นทุน รักษารายได้ของเกษตรกร และสร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศ ขอให้พี่น้องเกษตรกรมั่นใจว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และจะเร่งดำเนินมาตรการเชิงรุก เพื่อให้ประเทศไทยผ่านพ้นความเสี่ยงจากเอลนีโญครั้งนี้ไปได้ด้วยความพร้อม รอบคอบ และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”  

 

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์