“สุริยะ” คาดจีดีพีเกษตร ทั้งปีขยายตัว 0.5-1.5% พร้อมสั่งเฝ้าระวังความเสี่ยงเอลนีโญและต้นทุนผลิตในช่วงครึ่งปีหลังส่วนไตรมาสแรกโต 2.4%
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า แนวโน้มภาวะเศรษฐกิจการเกษตร(จีดีพีเกษตร)ทั้งปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วง0.5 – 1.5% เมื่อเทียบกับปี 2568 เนื่องจากปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดี
รวมถึงการบริหารจัดการน้ำ การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ การควบคุมและเฝ้าระวังโรคระบาดในพืช สัตว์ และประมงอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการทำการเกษตร และการยกระดับสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพและได้มาตรฐาน อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อภาคเกษตร ได้แก่ ความแปรปรวนของสภาพอากาศ โดยเฉพาะการเข้าสู่ภาวะ
เอลนีโญในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะฝนทิ้งช่วงและความแห้งแล้ง รวมถึงราคาน้ำมันและปุ๋ยเคมี มาตรการทางการค้าที่เข้มงวดของประเทศคู่ค้าสำคัญ ความผันผวนของค่าเงินบาท และแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวด้วย
ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดแนวทางขับเคลื่อนทั้งมาตรการระยะเร่งด่วน และการพัฒนาภาคเกษตรอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ โดยในระยะเร่งด่วน และให้ความสำคัญกับการดูแลปัจจัยพื้นฐานที่กระทบต่อต้นทุนและการผลิตของเกษตรกร อาทิ การบริหารจัดการและกระจายน้ำมันดีเซลและน้ำมัน B20 ผ่านระบบสหกรณ์ การส่งเสริมการใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ตามค่าวิเคราะห์ดิน การใช้ปุ๋ยชีวภาพและเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ
รวมถึงการยกระดับการบริหารจัดการน้ำ การปฏิบัติการฝนหลวง และการเตรียมความพร้อมเครื่องสูบน้ำในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง เพื่อบรรเทาผลกระทบจากต้นทุนการผลิตและรองรับความเสี่ยงด้านสภาพอากาศ ขณะที่การพัฒนาภาคเกษตร ในระยะต่อเนื่องนั้น มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และยกระดับศักยภาพการแข่งขันของภาคเกษตรไทย โดยส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเกษตรแม่นยำและนวัตกรรมให้เหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่และความต้องการของเกษตรกร พร้อมทั้ง Reskill และ Upskill ให้กับเกษตรกร ตลอดจนสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับเครื่องจักรกลทางการเกษตร เพื่อเสริมความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน
นายสุริยะ กล่าวถึง ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรไตรมาส 1 ปี 2569 (เดือนม.ค.-มี.ค. 2569) ว่า ขยายตัว 2.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 เนื่องจากฝนที่ตกอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2568 ส่งผลให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำธรรมชาติเพียงพอสำหรับการเพาะปลูกและการเจริญเติบโตของพืช ประกอบกับสภาพอากาศโดยทั่วไปเอื้ออำนวยให้พืชและสัตว์เจริญเติบโตได้ดี
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในช่วงเดือนมี.ค. 2569 จะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น แต่จากมาตรการตรึงราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศในช่วงครึ่งแรกของเดือนมี.ค. 2569 ประกอบกับปัจจัยการผลิตทางการเกษตรบางส่วน อาทิ ปุ๋ยเคมี และสารกำจัดศัตรูพืช ยังเป็นสต็อกเดิม จึงไม่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตในไตรมาสนี้มากนัก โดย สาขาพืช สาขาปศุสัตว์ และสาขาป่าไม้ ยังขยายตัว
ด้านนายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวถึงรายละเอียดในแต่ละสาขา พบว่า สาขาพืช ในไตรมาส 1 ซึ่งเป็นสาขาการผลิตหลักที่สนับสนุนการเติบโตของภาคเกษตร ขยายตัว3.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 โดยพืชสำคัญที่มีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน ยางพารา สับปะรดปัตตาเวีย ปาล์มน้ำมัน
ด้านราคาสินค้าพืชที่เกษตรกรขายได้ในไตรมาสนี้มีทิศทางแตกต่างกัน โดยมันสำปะหลังและลำไย ราคาเพิ่มขึ้น จากปริมาณผลผลิตที่ลดลง แต่ความต้องการรับซื้อยังมีต่อเนื่อง ขณะที่ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน สับปะรดปัตตาเวียโรงงาน ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และทุเรียน ราคาลดลงตามปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น การแข่งขันในตลาดโลกสูงขึ้น และความต้องการของประเทศคู่ค้าที่ชะลอตัว





