นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง ทำให้ราคาพลังงานโลกพุ่งขึ้นมาก โดยตอนนี้บางจากได้สั่งน้ำมันดิบจากนอกแหล่งฮอร์มุซ เพื่อจัดหาน้ำมันดิบมากลั่นเป็นน้ำมันสำเร็จเพื่อรองรับความต้องการใช้งานของผู้บริโภค
อย่างไรก็ตาม ในด้านสถานการณ์การดำเนินงาน ยอมรับว่าในไตรมาส 2 ถึงไตรมาส 4 อาจมีความเสี่ยงจากราคาต้นทุนน้ำมันดิบที่ซื้อไว้ล่วงหน้าสูงกว่าราคามหาชนในปัจจุบัน (Time Lag) โดยบริษัทต้องเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด
บริษัทจึงมีแผนขออนุมัติคณะกรรมการเพื่อเพิ่มวงเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) อีกประมาณ 4-5 หมื่นล้านบาท เพื่อรักษาสภาพคล่อง วงเงินส่วนนี้จะนำมาใช้รองรับทั้งการจัดซื้อน้ำมันดิบที่มีราคาสูงขึ้น และรองรับภาระหนี้จากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยบางจากมีสัดส่วนภาระหนี้กองทุนน้ำมันอยู่ที่ประมาณ 28% ของยอดรวม หรือคิดเป็นเงินประมาณ 2.1 หมื่นล้านบาท จากยอดหนี้ 6 หมื่นกว่าล้านบาท ปัจจุบันบริษัทพยายามรักษากำลังการกลั่นให้สมดุลกับการบริโภคในประเทศเพื่อบริหารความเสี่ยง
ดังนั้น ในมุมมองด้านพลังงานจึงมองว่า ไบโอฟิว (Biofuel) คือ ทางออกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับประเทศไทย เนื่องจากสามารถนำมาใช้แทนฟอสซิลได้ทันทีในสัดส่วน 10% - 20% โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐาน ปัจจุบันทั่วโลกมีรถยนต์กว่า 1,400 ล้านคัน รวมถึงปั๊มน้ำมัน และท่อขนส่งที่รองรับเชื้อเพลิงเหลวอยู่แล้ว การเปลี่ยนผ่านสู่ไบโอฟิวจึงทำได้ง่าย และตอบโจทย์ได้ดีเยี่ยม
นอกจากนี้ การส่งเสริมไบโอฟิวยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทยอย่างมหาศาล ต่างจากการส่งเสริม EV แบตเตอรี่ หรือโซลาร์เซลล์ ที่ต้องนำเข้าวัตถุดิบ และเทคโนโลยีจากต่างประเทศเกือบ 100% ทำให้ไทยสูญเสียดุลการค้า แต่สำหรับไบโอฟิวมูลค่าทางเศรษฐกิจ (Value Chain) ทั้งหมด 100% จะหมุนเวียนอยู่ในประเทศไทย ตั้งแต่การปลูกพืชเกษตร การคั้นน้ำมัน จนถึงการกลั่น และใช้ในประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจ BCG ของรัฐบาลที่จะช่วยเพิ่ม GDP ของประเทศอย่างยั่งยืน
"เมื่อก่อนในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงโปรโมตเรื่องของไบโอฟิวมาโดยตลอด เหตุผลสำคัญในแนวพระราชดำริคือ เพื่อให้ Value Chain ทั้ง 100% อยู่ในเมืองไทย ตั้งแต่การปลูกพืชเกษตร การนำผลผลิตมาคั้นเป็นน้ำมัน การกลั่น ไปจนถึงการนำมาใช้งานจริง ซึ่งจะช่วยเพิ่ม GDP และให้คนไทยได้รับประโยชน์ร่วมกัน โดยพระองค์ท่านทรงเริ่มมาให้อย่างดีแล้ว และทรงมองเห็นศักยภาพที่แท้จริงของพลังงานชีวภาพ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่สามารถนำไปต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มได้อีกมหาศาลในอนาคต"
ยกระดับสู่ Second Generation และนวัตกรรมขั้นสูง
อย่างไรก็ตาม บางจากกำลังเปลี่ยนผ่านจากเชื้อเพลิงชีวภาพยุคแรก (First Generation) ไปสู่ยุคที่สอง (Second Generation) และสาม ซึ่งจะใช้เศษวัสดุทางการเกษตร เช่น กิ่ง ก้าน ใบหญ้า และเศษฟาง มาผลิตเป็นน้ำมัน โดยมีผลิตภัณฑ์เรือธงคือ SAF (Sustainable Aviation Fuel) หรือน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน และน้ำมันดีเซลยั่งยืน (HVO)
เป้าหมายสูงสุดคือ การต่อยอดจากไบโอฟิวไปสู่อุตสาหกรรมชีวภาพ (Bio-based) ขั้นสูง เช่น พลาสติกชีวภาพ (Bioplastics), ยา (Biopharmaceutical), เครื่องสำอาง (Biocosmetic) ไปจนถึงการผลิตคอลลาเจนจากพืช ซึ่งนวัตกรรมเหล่านี้จะช่วยเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ได้หลายเท่าตัว และรักษาผลประโยชน์ให้ตกอยู่กับคนไทย
ในส่วนของทิศทางอนาคต บางจากเดินหน้าลงทุนในเทคโนโลยี Carbon Capture (CCUS) โดยมีโรงงานต้นแบบ (Pilot Plant) อยู่ที่โรงกลั่นพระโขนงร่วมกับ AIT เพื่อดักจับคาร์บอน และกำลังศึกษาวิจัยการผลิต E-Fuel และ E-SAF ซึ่งเป็นการนำคาร์บอนที่ดักจับได้มาผสมกับ Green Hydrogen เพื่อผลิตเป็นน้ำมันสังเคราะห์ในระยะยาว
"ธุรกิจโรงกลั่นจะยังไม่ตาย และยังคงมีความสำคัญไปอย่างน้อยอีก 50-100 ปี เพราะเชื้อเพลิงเหลวมีข้อดีในด้านการขนส่ง และการสะสมพลังงานได้ดีที่สุด"
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์

