วันนี้ (18 พ.ค.)นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าชื่อร้องให้วินิจฉัยความชอบด้วยกฎหมายของการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาทว่าขณะนี้กฎหมายตาม พ.ร.ก.มีผลบังคับใช้และรัฐบาลยังคงเดินหน้ากระบวนการต่าง ๆ ตามปกติเนื่องจากศาลฯไม่ได้มีคำสั่งให้ระงับหรือชะลอการดำเนินการ
นายปกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่าตามกระบวนการทางรัฐธรรมนูญ สมาชิกสภามีสิทธิร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่าง พ.ร.ก. ดังกล่าวเป็นไปตามเงื่อนไขเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือไม่ ซึ่งในขณะนี้เมื่อศาลยังไม่มีคำสั่งให้ระงับหรือชะลอโครงการ รัฐบาลจึงต้องดำเนินการต่อตามขั้นตอนกฎหมายที่มีผลบังคับใช้แล้ว โดยรัฐบาลเชื่อมั่นในเหตุผลความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ
เมื่อถามว่าจะกระทบกับการเสนอโครงการไทยช่วยไทยพลัสเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือไม่ นายปกรณ์กล่าวว่าไม่กระทบ ยังคงดำเนินไปได้ตามปกติ ส่วนผลคำวินิจฉัยของศาลที่จะออกมานั้น ตนไม่ขอพยากรณ์หรือก้าวล่วงอำนาจศาล แต่รัฐบาลพร้อมที่จะให้ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาที่สุดเพื่อให้ศาลใช้ประกอบการพิจารณา
สำหรับแนวทางการชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญนั้น นายปกรณ์ระบุว่า รัฐบาลจะนำเสนอข้อมูลตามความเป็นจริง โดยอ้างอิงตัวเลขทางการเงินการคลังจากสำนักงบประมาณและกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นข้อมูลชุดเดียวกับที่ใช้ประกอบการตัดสินใจของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนหน้านี้ โดยในวันพรุ่งนี้จะมีการเสนอแนวทางการชี้แจงต่อที่ประชุม ครม. ซึ่งโดยปกติจะมอบหมายให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเป็นหน่วยงานหลักในการประสานงานกับกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อจัดทำคำชี้แจงส่งไปยังศาล ซึ่งจะครอบคลุมทั้งเรื่องงบประมาณ ฐานะการคลังของประเทศ เป็นต้น
ต่อข้อซักถามถึงประเด็นที่ฝ่ายค้านมองว่าเงินกู้ 2 แสนล้านบาทหลัง อาจไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนนั้น นายปกรณ์ชี้แจงว่า เงินกู้ก้อนนี้แม้จะเป็นก้อนเดียวแต่มี 2 วัตถุประสงค์หลักที่ต้องดำเนินการควบคู่กันไป เพราะเป็นเรื่องที่เกื้อกูลกัน ทั้งในส่วนของการเยียวยาช่วยเหลือประชาชน และการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางพลังงานเพื่อลดการพึ่งพาพลังงานจากภาครัฐ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการลดค่าไฟฟ้าของประชาชน
โดยย้ำว่าทั้งสองส่วนนี้ไม่สามารถแยกจากกันได้ และเป็นแนวทางที่รัฐบาลเคยปฏิบัติมาโดยตลอดในการกู้เงินครั้งที่ผ่านๆ มา

