“สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” อดีตรองนายกฯ โพสต์เฟสบุ๊คส่วนตัว”สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ” ยอมรับไม่สบายใจหลังผลสำรวจเปิดชื่อหน่วยงานรัฐเสี่ยงรับสินบน ระบุ ปัญหาคอร์รัปชันไทย ไม่ใช่แค่ “คนโกง” แต่เป็น “ระบบที่เปิดช่องให้โกง” ฝังลึกเชิงโครงสร้าง ดันใช้เทคโนโลยีปิดช่องโกง-ลดดุลยพินิจรัฐ ชี้คอร์รัปชันคือ “ภาษีเงา” ที่บั่นทอนเศรษฐกิจและความสามารถแข่งขันประเทศ
นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และอดีตว่าการกระทรวงพลังงานในยุคของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้โพสต์ข้อความในเฟสบุ๊คส่วนตัว “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ “ เกี่ยวกับการคอร์รัปชั่นไทย ว่า สิ่งน่ากลัวที่สุดของคอร์รัปชันไทยวันนี้ ไม่ใช่แค่การมีคนโกง แต่คือการที่ “ระบบ” เปิดโอกาสให้โกงได้อย่างไม่ยาก
ได้อ่านข่าวที่ กกร. และกลุ่มเพื่อนไม่ทน เปิดเผยรายชื่อหน่วยงานที่ถูกมองว่าเสี่ยงเรียกรับสินบนแล้ว ก็รู้สึกไม่สบายใจเหมือนหลายคน
เพราะมันสะท้อนว่า คอร์รัปชันในไทยไม่ได้เป็นเรื่องเฉพาะคนไม่ดีบางคนอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “โครงสร้าง” ตั้งแต่ระดับการเมืองไปจนถึงระบบราชการ
โดยเฉพาะจุดที่รัฐมีอำนาจอนุมัติ อนุญาต ตรวจสอบ หรือใช้ดุลยพินิจสูง สิ่งเหล่านี้กลายเป็นคอขวดของภาคธุรกิจ ใครอยากเดินหน้าเร็ว ก็อาจถูกผลักให้ต้องแบกรับ “ต้นทุนนอกระบบ”
ปัญหาคือ ต้นทุนแบบนี้ไม่ได้ทำร้ายแค่บริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่มันทำร้ายทั้งเศรษฐกิจไทยเพราะทำให้ต้นทุนธุรกิจสูงขึ้น การแข่งขันยากขึ้น นักลงทุนไม่มั่นใจ และคนที่ทำถูกต้อง กลับเสียเปรียบคนที่รู้ทางลัด
ที่ผ่านมา เรามักแก้ปัญหาคอร์รัปชันด้วยการตั้งคณะกรรมการ เพิ่มบทลงโทษ หรือรณรงค์เรื่องคุณธรรม ซึ่งไม่ใช่ว่าไม่สำคัญแต่ตราบใดที่การเมืองยังใช้เงินซื้ออำนาจ การทุจริตเพื่อถอนทุนก็จะไม่จบ เมื่อผนวกกับระบบราชการที่ยังเปิดช่องให้ใช้ดุลยพินิจสูง ข้อมูลไม่โปร่งใส และประชาชนตรวจสอบไม่ได้ ปัญหาก็จะวนกลับมาเหมือนเดิม
“การแก้คอร์รัปชันวันนี้ จึงต้องไปไกลกว่าการจับคนผิดเป็นรายกรณี แต่ต้องลด “โอกาสในการโกงเชิงโครงสร้าง” ตั้งแต่ต้นทางทั้งการปราบการซื้อเสียง การทำให้ระบบราชการโปร่งใสและการเปิดข้อมูลให้ตรวจสอบได้จริง ผมคิดว่าเทคโนโลยีจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดในการตัดวงจรนี้”นายสนธิรัตน์ ระบุ
นายสนธิรัตน์ ยังระบุอีกว่า วันนี้หลายหน่วยงานเริ่มเดินมาถูกทางแล้ว เช่น ระบบออนไลน์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่ช่วยลดการใช้ดุลยพินิจ และเปิดให้หน่วยงานอื่นเชื่อมข้อมูลเพื่อตรวจสอบได้ กรุงเทพมหานครเองก็มี Traffy Fondue ที่ประชาชนติดตามเรื่องร้องเรียนได้แบบโปร่งใส และผมเข้าใจว่าในอนาคต ป.ป.ช. ก็จะนำระบบลักษณะนี้มาใช้เช่นกัน
ถ้ารัฐบาลกล้าบูรณาการข้อมูลของทุกหน่วยงาน ทำทุกอย่างให้เป็นระบบดิจิทัล โปร่งใส ตรวจสอบได้ การทุจริตจะลดลงได้มากเพราะสุดท้าย
คอร์รัปชันไม่ใช่แค่ปัญหาศีลธรรมแต่มันคือ “ภาษีเงา” ที่ประชาชนและภาคธุรกิจทุกคนต้องจ่าย และถ้าประเทศไทยยังปล่อยให้ต้นทุนแบบนี้ฝังอยู่ในระบบ ความสามารถในการแข่งขันของประเทศก็จะถูกบั่นทอนไปจนยากจะแก้ไข

