ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดี คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักวิชาการอิสระด้านพลังงาน กล่าวในงานสัมมนาในรูปแบบ Round Table หัวข้อ THE BIG ISSUE ENERGY CRISIS NEW SOLUTIONS ทางออกวิกฤติพลังงานอย่างยั่งยืน จัดโดย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า วิกฤติพลังงาน จากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในช่วงกว่า 2 เดือนที่ผ่านมา เป็นสัญญาณเตือนครั้งสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า พลังงานฟอสซิลไม่เพียงแต่เป็นเชื้อเพลิงที่สกปรก และส่งผลต่อภาวะโลกร้อน แต่ยังแพง และมีความเสี่ยงสูงต่อความขัดแย้งในระดับโลก จนบางกรณีแม้มีเงินก็ไม่สามารถจัดหาซื้อได้
จากสถานการณ์ดังกล่าว นำมาสู่ข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์ในการหาทางออกให้กับประเทศไทย โดยเน้นการลดการพึ่งพาฟอสซิลอย่างมีนัยสำคัญ และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างเป็นระบบ
ปัจจุบันประเทศไทยพึ่งพาพลังงานจากฟอสซิล (น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ) สูงถึง 70-80% ของการใช้พลังงานทั้งหมด ซึ่งเป็นสัดส่วนที่อันตรายต่อความมั่นคงในอนาคต โดยมีการกำหนดเป้าหมายเชิงรุกในอีก 20 ปีข้างหน้าว่า จะต้องลดสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลให้เหลือไม่ถึงครึ่งหนึ่ง หรือต่ำกว่า 50% ของทั้งหมด
กุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่เป้าหมายนั้นคือ Electrification หรือการหันไปใช้พลังงานในรูปของไฟฟ้าให้มากขึ้นในทุกภาคส่วน ตั้งแต่ภาคการขนส่ง ที่อยู่อาศัย โรงงานอุตสาหกรรม ไปจนถึงภาคเกษตรกรรม เพื่อเปิดโอกาสให้ประเทศสามารถเลือกใช้เชื้อเพลิงที่สะอาดในการผลิตไฟฟ้าทดแทนก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการมีไฟฟ้าสะอาดเกิน 50% ในอีก 20 ปีข้างหน้า แหล่งพลังงานที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญประกอบด้วย
1. พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) เป็นแหล่งพลังงานอันดับ 1 ในปัจจุบันเนื่องจากต้นทุนเทคโนโลยีสามารถแข่งขันกับฟอสซิลได้แล้ว และเมื่อควบรวมกับระบบแบตเตอรี่ จะทำให้คุณภาพไฟฟ้าเทียบเท่ากับโรงไฟฟ้าหลัก
2. พลังงานชีวมวล และก๊าซชีวภาพ การนำวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรที่มีอยู่มหาศาลในไทย เช่น กากอ้อย เหง้ามันสำปะหลัง ซังข้าวข้าว และเศษไม้ มาเพิ่มมูลค่าเป็นพลังงานไฟฟ้า
3. พลังงานน้ำ นอกจากการผลิตในประเทศแล้ว ยังมองถึงโอกาสการนำเข้าพลังงานสะอาดจากประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้น
4. ขยะชุมชน การบริหารจัดการขยะกองโตให้กลายเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้า
นอกเหนือจากพลังงานหมุนเวียนพื้นฐาน แผนพัฒนาพลังงาน (PDP) ยังให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ
1. Green Hydrogen ไฮโดรเจนที่ผลิตจากพลังงานสะอาด แม้ปัจจุบันจะมีต้นทุนสูง และมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่ต้องวิจัยต่อ แต่ในร่างแผน PDP เดิม มีเป้าหมายจะเริ่มนำไฮโดรเจนมาผสมกับก๊าซธรรมชาติในสัดส่วน 5% เพื่อผลิตไฟฟ้าภายใน 5 ปีข้างหน้า และในระยะยาว ไฮโดรเจนจะมีศักยภาพทดแทนน้ำมันปิโตรเลียมได้เกือบทั้งหมด ทั้งในภาคการขนส่ง และอุตสาหกรรม
2. โรงไฟฟ้าพื้นฐานขนาดเล็ก (SMR) หรือนิวเคลียร์ขนาดไม่เกิน 300 เมกะวัตต์ ถือเป็นเทคโนโลยีที่ปลอดภัยกว่าโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ สร้างได้เร็ว และใช้งานได้หลากหลาย เช่น การตั้งใกล้เขตนิคมอุตสาหกรรมเพื่อผลิตไฟฟ้า และไอน้ำ โดยคาดหวังว่าจะเห็นโรงไฟฟ้า SMR โรงแรกในไทยภายใน 15 ปีข้างหน้า
การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จำเป็นต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานขนานใหญ่ โดยเฉพาะการเปลี่ยนสายส่งไฟฟ้าให้เป็น Smart Grid หรือโครงข่ายอัจฉริยะ เพื่อรองรับความผันผวนของพลังงานหมุนเวียน และระบบกักเก็บพลังงาน (Battery Storage)
ระบบใหม่นี้จะเปลี่ยนบทบาทของผู้บริโภคให้กลายเป็น Prosumer ที่เป็นทั้งผู้ผลิต และผู้ใช้ไฟฟ้า สามารถผลิตไฟฟ้าจากบ้านเรือนหรือชุมชนเพื่อขายเข้าระบบได้โดยตรงผ่านระบบการซื้อขายที่เสรีมากขึ้น นอกจากนี้ ยังต้องมีการใช้ Smart Meter และอัตราค่าไฟฟ้าแบบ TOU (Time of Use) เพื่อจูงใจให้เกิดการบริหารจัดการ การใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าในช่วงเวลาที่มีการใช้ไฟฟ้าน้อย เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบ
สำหรับแนวทางการใช้เงินกู้ 200,000 ล้านบาท เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน มีข้อเสนอให้มุ่งเน้นใน 4 ด้านหลัก คือ
1. การวิจัย และพัฒนา (R&D) เร่งพัฒนาเทคโนโลยีที่ไทยยังไม่เชี่ยวชาญ เช่น แบตเตอรี่, แผงโซลาร์เซลล์ประสิทธิภาพสูง และเทคโนโลยีไฮโดรเจน
2. การพัฒนาบุคลากร แก้ปัญหาการขาดแคลนช่าง และวิศวกรที่มีความรู้ด้านพลังงานใหม่ โดยเฉพาะช่างติดตั้ง และบำรุงรักษาโซลาร์เซลล์ที่มีมาตรฐาน
3. การสร้างมาตรฐาน ลงทุนในห้องแล็บเพื่อกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยของแผงโซลาร์ แบตเตอรี่ และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน
4. โครงการร่วมทุนกับประชาชน แทนที่รัฐจะจ่ายเงินอุดหนุน 100% เสนอให้ใช้รูปแบบ Co-financing โดยรัฐสนับสนุนประมาณ 30% และให้ภาคเอกชนหรือประชาชนร่วมจ่าย 70% ในการติดตั้งโซลาร์เซลล์ เพื่อให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของ และดูแลรักษาอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ ยังมองถึงการประยุกต์ใช้พลังงานสะอาดร่วมกับการบริหารจัดการน้ำ เช่น การใช้โซลาร์เซลล์เพื่อการสูบน้ำในภาคการเกษตร ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนควบคู่ไปกับการรักษาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในระยะยาว
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์

