สคร. เร่งเครื่องรัฐวิสาหกิจ 43 แห่ง อัดฉีดเม็ดเงินลงทุนกรอบ 2.35 แสนล้านบาท หวังกระตุ้นเศรษฐกิจฝ่าวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลาง โชว์ผลงาน 5 เดือนแรกเบิกจ่ายทะลุ 9.6 หมื่นล้านบาท หรือ 41% อานิสงส์เมกะโปรเจกต์ระบบรางเดินหน้าต่อเนื่อง เตรียมคุมเข้มอีก 7 เดือนที่เหลือหนุนเงินเข้าสู่ระบบตามเป้า
นายธิบดี วัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า ท่ามกลางความผันผวนเมื่อเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันในประเทศปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกระทบอย่างหนักต่อต้นทุนภาคการผลิตรวมถึงค่าครองชีพของประชาชน รัฐวิสาหกิจถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน สคร. จึงได้เร่งกำกับและติดตามการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจทั้ง 43 แห่งอย่างใกล้ชิด
โดยภายใต้กรอบงบลงทุนรวมระหว่างเดือน ต.ค. 2568 ถึง ก.ย. 2569 ซึ่งมีมูลค่าถึง 235,722 ล้านบาทนั้น สคร. ได้ผลักดันให้เกิดการอัดฉีดเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่เดือน ต.ค. 2568 ถึง ก.พ. 2569 พบว่ารัฐวิสาหกิจสามารถเบิกจ่ายงบลงทุนไปแล้วทั้งสิ้น 96,930 ล้านบาท หรือคิดเป็น 41% ของกรอบงบลงทุนรวมทั้งปี
นางสาวปิยวรรณ ล่ามกิจจา ที่ปรึกษาด้านพัฒนารัฐวิสาหกิจ เปิดเผยว่า ตัวเลขการเบิกจ่ายที่อยู่ในระดับสูงมาจากความคืบหน้าของโครงการลงทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบรางของประเทศที่มีการเบิกจ่ายสะสมโดดเด่น ประกอบด้วย โครงการก่อสร้างทางรถไฟ สายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ที่เบิกจ่ายได้สูงถึง 103% โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เบิกจ่ายได้ 56% และโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพมหานคร-นครราชสีมา ของ รฟท. ที่เบิกจ่ายไปแล้ว 35% ตามลำดับ
ภาพรวมผลการเบิกจ่ายงบลงทุนสะสม ณ สิ้นเดือน ก.พ. 2569 ที่ระดับ 41% นั้น ถือเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการบริหารจัดการโครงการที่ยังคงเดินหน้าได้ตามแผน สำหรับแผนการลงทุนในช่วง 7 เดือนที่เหลือของปีงบประมาณ สคร. จะทำหน้าที่กำกับและติดตามให้รัฐวิสาหกิจเบิกจ่ายงบประมาณให้ได้ตามเป้าหมายอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เม็ดเงินลงทุนของภาครัฐเป็นเสาหลักในการพยุงและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวข้ามความผันผวนได้อย่างมั่นคง





