วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

'นักวิชาการ' ชี้เงินกู้ 2 แสนล้าน ต้องเปลี่ยนผ่านอนาคตพลังงานไทย 20 ปี

“พรายพล” นักวิชาการด้านพลังงาน ชี้รัฐบาลกู้เงิน 2 แสนล้านบาท ต้องเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศอย่างจริงจัง โดยมุ่งเติมเต็มในสิ่งที่ภาครัฐจำเป็นต้องดำเนินการ และใช้เป็นกลไกกระตุ้นให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนเพิ่มเติมในวงกว้าง เร่งดัน "Smart Grid-โซลาร์-EV-ไฮโดรเจน-SMR" พร้อมวางอนาคตพลังงานไทย 20 ปี

KEY POINTS

  • ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ เสนอให้รัฐบาลใช้เงินกู้ 2 แสนล้านบาท เพื่อเร่ง "การเปลี่ยนผ่านพลังงาน" (Energy Transition) ของประเทศ โดยใช้เป็นเงินตั้งต้นเพื่อกระตุ้นให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุน
  • เสนอให้เร่งปฏิรูประบบไฟฟ้าของประเทศให้ทันสมัย (Grid Modernization) และส่งเสริมการติดตั้งสมาร์ตมิเตอร์ เพื่อรองรับพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ผลักดันการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในทุกระดับ ตั้งแต่โซลาร์รูฟท็อปในครัวเรือน ภาคธุรกิจ ไปจนถึงโซลาร์ฟาร์มขนาดใหญ่ เพื่อลดต้นทุนพลังงานในระยะยาว
  • สนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท (รถยนต์, ตุ๊กตุ๊ก, เรือ) พร้อมสร้างโครงสร้างพื้นฐานรองรับ และเร่งวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่เพื่อลดการพึ่งพาต่างชาติ
  • แนะให้เริ่มเตรียมความพร้อมสำหรับพลังงานแห่งอนาคต โดยศึกษาและทดลองใช้ "ไฮโดรเจนสีเขียว" และเตรียมการสำหรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) แม้จะใช้เวลาอีก 5-10 ปี
  • เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อเป็นเข็มทิศที่ชัดเจนให้กับการลงทุนด้านพลังงานในอีก 20 ปีข้างหน้า

ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักวิชาการอิสระด้านพลังงาน เปิดเผยถึงแนวทางการใช้เงินจากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินวงเงิน 2 แสนล้านบาท ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาคพลังงาน ว่า รัฐบาลควรใช้เม็ดเงินดังกล่าวเพื่อเร่ง “การเปลี่ยนผ่านพลังงาน” (Energy Transition) ของประเทศอย่างจริงจัง โดยมุ่งเติมเต็มในสิ่งที่ภาครัฐจำเป็นต้องดำเนินการ และใช้เป็นกลไกกระตุ้นให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนเพิ่มเติมในวงกว้าง

ทั้งนี้ การใช้เงินดังกล่าวควรคำนึงถึงการกระจายผลประโยชน์และผลกระทบอย่างเป็นธรรม โดยเฉพาะการดูแลช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่อาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจในอนาคต

เร่งปฏิรูประบบไฟฟ้า รองรับพลังงานสะอาด

ดร.พรายพล กล่าวว่า ประเด็นสำคัญอันดับต้นที่ควรเร่งดำเนินการ คือ การปรับปรุงระบบไฟฟ้าของประเทศให้สามารถรองรับพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน คือ การลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และเปลี่ยนไปสู่การใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้นในทุกภาคส่วน

ดังนั้น ระบบไฟฟ้าของไทยจำเป็นต้องได้รับการยกระดับทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Modernization) ให้มีความทันสมัย รองรับการจ่ายไฟจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่มีความผันผวน รวมถึงการส่งเสริมการติดตั้งสมาร์ตมิเตอร์ (Smart Meter) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าในอนาคต

“การเปลี่ยนผ่านพลังงานส่วนใหญ่ คือ การเปลี่ยนจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น เพราะฉะนั้นระบบไฟฟ้าต้องพร้อม และไฟฟ้าที่ผลิตก็ต้องมาจากพลังงานสะอาดมากขึ้น ลดการพึ่งพาฟอสซิล ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรดำเนินการเป็นลำดับต้น” 

ดันโซลาร์ทุกระดับ ลดภาระพลังงานระยะยาว

นอกจากการปรับปรุงระบบไฟฟ้าแล้ว ภาครัฐควรเร่งส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์อย่างจริงจัง ทั้งในระดับครัวเรือน ภาคธุรกิจ และระดับสาธารณูปโภคขนาดใหญ่

โดยเฉพาะการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) บนหลังคาที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงาน โรงงานอุตสาหกรรม ตลอดจนการพัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์มและโซลาร์ลอยน้ำ ซึ่งปัจจุบันหลายโครงการอยู่ระหว่างการผลักดันตามแผนพลังงานของประเทศ

เขามองว่า การส่งเสริมพลังงานแสงอาทิตย์จะช่วยลดต้นทุนพลังงานในระยะยาว กระจายแหล่งผลิตไฟฟ้า และเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ

หนุน "EV-เรือไฟฟ้า-ตุ๊กตุ๊ก" เปลี่ยนผ่านภาคขนส่ง

อีกหนึ่งภาคส่วนสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ คือ การสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า รถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า หรือเรือไฟฟ้า เพื่อช่วยลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ลดมลพิษ และสร้างอุตสาหกรรมใหม่ให้กับประเทศ

พร้อมกันนี้ ภาครัฐควรใช้เงินกู้บางส่วนในการสร้างระบบนิเวศรองรับ ทั้งโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน และการพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นได้จริงในเชิงพาณิชย์

ดร.พรายพล ระบุว่า ในระยะต่อไปประเทศไทยจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับ “การวิจัยและพัฒนา” (R&D) มากขึ้น โดยเฉพาะเทคโนโลยีแบตเตอรี่ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญทั้งในด้านยานยนต์ไฟฟ้าและระบบสำรองไฟฟ้าสำหรับพลังงานหมุนเวียน

หากไทยยังต้องพึ่งพาเทคโนโลยีและการนำเข้าจากต่างประเทศทั้งหมด จะทำให้ประเทศเสียเปรียบในระยะยาว ดังนั้นจึงควรเร่งสร้างขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมภายในประเทศ เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น

ทดลอง “ไฮโดรเจนสีเขียว” รับอนาคตพลังงานโลก

นอกจากนี้ ไทยควรเริ่มต้นศึกษา ทดลอง และวิจัยการใช้ไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) ตั้งแต่วันนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับเทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคต

แม้ปัจจุบันต้นทุนการผลิตยังอยู่ในระดับสูง แต่หลายประเทศทั่วโลกกำลังเร่งพัฒนาอย่างจริงจัง เพราะมองว่าไฮโดรเจนจะเป็นหนึ่งในพลังงานทางเลือกสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมหนัก การขนส่ง และระบบไฟฟ้าในอนาคต

ขณะเดียวกัน ไทยควรเริ่มเตรียมความพร้อมสำหรับการใช้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ Small Modular Reactor (SMR) แม้การใช้งานจริงอาจต้องใช้เวลาอีก 5-10 ปีข้างหน้า

โดยรัฐบาลควรเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันนี้ ทั้งในด้านการออกกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง การศึกษาความเหมาะสมของพื้นที่ การสร้างบุคลากร และที่สำคัญคือการสร้างความเข้าใจและการยอมรับจากประชาชน

“เรื่อง SMR อาจยังไม่เกิดขึ้นทันที แต่ถ้าไม่เริ่มเตรียมตั้งแต่ตอนนี้ อีก 5-10 ปีข้างหน้าก็จะไม่พร้อม” เขากล่าว

จี้เร่งคลอด PDP ชี้เป็นเข็มทิศลงทุนประเทศ

ดร.พรายพล ยังกล่าวถึงความสำคัญของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ว่า รัฐบาลควรเร่งจัดทำให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อให้ทั้งภาครัฐและเอกชนเห็นทิศทางพลังงานไทยในอีก 20 ปีข้างหน้าอย่างชัดเจน

เนื่องจาก PDP ถือเป็น “เข็มทิศสำคัญ” ของการลงทุนด้านพลังงานทั้งหมด หากไม่มีความชัดเจน นักลงทุนก็จะไม่สามารถวางแผนธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ แม้แผน PDP อาจยังไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ 100% แต่รัฐบาลควรเร่งกำหนดโครงร่างหลัก ให้เห็นทิศทางที่ชัดเจน และดำเนินการควบคู่ไปกับการใช้เงินกู้เพื่อให้ทุกมาตรการเดินไปในทิศทางเดียวกัน

เงินกู้ 2 แสนล้าน “ไม่พอ” ต้องดึงเอกชนร่วมลงทุน

อย่างไรก็ตาม ศ.ดร.พรายพล มองว่า วงเงินกู้ 2 แสนล้านบาท อาจไม่เพียงพอต่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทั้งหมด เนื่องจากแต่ละโครงการต้องใช้งบประมาณมหาศาล

แต่ในความเป็นจริง เงินก้อนนี้ควรถูกมองว่าเป็น “เงินตั้งต้น” หรือ “เงินสนับสนุน” จากภาครัฐ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนเพิ่มเติมในสัดส่วนที่มากกว่า

“เงิน 2 แสนล้านบาท เป็นเพียงเงินของภาครัฐ ซึ่งต้องมีเงินลงทุนจากภาคเอกชนเข้ามาเสริมอีกจำนวนมาก หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นส่วนใหญ่ เงินก้อนนี้เป็นเพียงตัวกระตุ้นหรือสนับสนุนให้เกิดการลงทุนมากขึ้น” 

พร้อมย้ำว่า หากรัฐบาลสามารถใช้เม็ดเงินดังกล่าวได้อย่างมีทิศทาง ชัดเจน และเชื่อมโยงกับแผนพลังงานระยะยาวของประเทศ ก็จะไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่จะเป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ของระบบพลังงานไทยในอนาคต ทั้งในด้านความมั่นคง ความสามารถในการแข่งขัน และการเติบโตอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว