นายกฯ ผนึกกำลังทุกภาคส่วน เตรียมไทยเป็นเจ้าภาพ IMF–World Bank 2026 ชูโอกาสครั้งสำคัญของประเทศ สร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจ ยกระดับภาพลักษณ์ไทยสู่เวทีโลก พร้อมเชิญชวนคนไทยร่วมกันต้อนรับผู้แทนกว่า 15,000 คนจากทั่วโลก
KEY POINTS
- นายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมประจำปี IMF และ World Bank ในปี 2569 ซึ่งเปรียบเสมือน "โอลิมปิกด้านการเงิน"
- ที่ประชุมมีมติเห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 3 คณะ เพื่อขับเคลื่อนการเตรียมงานในทุกมิติให้มีประสิทธิภาพ
- คณะอนุกรรมการทั้ง 3 คณะ ประกอบด้วย คณะอนุกรรมการด้านสารัตถะ, ด้านพิธีการและอำนวยการ, และด้านการรักษาความปลอดภัย การจราจร และสาธารณสุข
- การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงศักยภาพของประเทศและกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 15,000 คนจาก 189 ประเทศ
วันนี้ (วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม 2569) เวลา 10.00 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการระดับชาติเพื่อเตรียมการจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ปี 2569 ครั้งที่ 1/2569 เพื่อเตรียมความพร้อมเป็นเจ้าภาพประชุมเศรษฐกิจการเงินระดับโลก ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า การประชุม 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings หรือ AM2026 ถือเป็นเวทีเศรษฐกิจการเงินที่สำคัญที่สุดเวทีหนึ่งของโลก เปรียบเสมือน “โอลิมปิกด้านการเงินการคลัง” ที่จะทำให้สายตาจากทั่วโลกจับจ้องมายังประเทศไทย
"ไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีฯ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ซึ่งถือเป็น 1 ใน 3 ประเทศที่ได้เป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีฯ ถึง 2 ครั้ง สะท้อนว่าไทยเป็นประเทศที่ประชาคมโลกเชื่อมั่นและสนใจในด้านการเงินการคลังระดับโลก"
นายกรัฐมนตรี ระบุว่า การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการจัดประชุมระดับนานาชาติ แต่เป็น “โอกาสของประเทศและคนไทยทุกคน” แสดงศักยภาพ ความพร้อมและอัตลักษณ์ความเป็นไทยต่อผู้นำเศรษฐกิจ โดยสอดแทรกผ่านองค์ประกอบในการจัดประชุม อาทิ การใช้ผ้าไทย ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยว การลงทุนและรายได้ ให้ผู้ประกอบการไทยหลายภาคส่วนทั้งโรงแรม ร้านอาหาร การคมนาคม บริการ และธุรกิจท้องถิ่น
พร้อมทั้งสนับสนุนแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยในการประชุมจะนำแนวคิด Green Meeting และผนังห้องประชุมแบบ Isowall มาใช้ ซึ่งสามารถรื้อและนำกลับมาใช้ใหม่ได้
ทั้งนี้ คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 15,000 คน จาก 189 ประเทศ ซึ่งเป็นผู้นำระดับสูง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหาร IMF และ World Bank นักลงทุน สถาบันการเงิน ภาคเอกชน และสื่อมวลชนจากทั่วโลก โดยจะมีการประชุมหลัก ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และการประชุมย่อยอีกประมาณ 1,000 การประชุม โดยคาดว่า การประชุมดังกล่าวจะทำให้มีเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจไทย จำนวนมาก
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ความสำเร็จของการประชุมครั้งนี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน และอยากให้คนไทยทุกคนรู้สึกว่า “เราเป็นเจ้าภาพร่วมกัน” ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน ผู้ประกอบการ ภาคบริการ อาสาสมัคร หรือประชาชนทั่วไป เพราะนี่คือโอกาสสำคัญในการสร้างความประทับใจและสะท้อนศักยภาพของประเทศไทยต่อประชาคมโลก ทั้งนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 3 คณะ ได้แก่
(1) คณะอนุกรรมการด้านสารัตถะ
(2) คณะอนุกรรมการด้านพิธีการและอำนวยการ
(3) คณะอนุกรรมการด้านการรักษาความปลอดภัย การจราจร และสาธารณสุข เพื่อขับเคลื่อนการเตรียมงานในทุกมิติให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในด้านความปลอดภัย
"นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้ดำเนินการอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความมั่นใจ ปลอดภัยให้กับผู้เข้าร่วมประชุม"
นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นชอบแนวคิดหลักของการเป็นเจ้าภาพ ภายใต้ธีม “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” หรือ “ขอบฟ้าใหม่ของไทย: สร้างพลังให้ประชาชน เสริมความพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง” ซึ่งสะท้อนแนวทางการพัฒนาของไทยในโลกยุคใหม่ ผสมผสานกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งในปีหน้าจะครบรอบ 100 ปี ตลอดจนเชื่อมโยงสู่ประเด็นยุทธศาสตร์ในระดับสากล ผ่าน 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
1. การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและ AI
2. ความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก
3. การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
4. การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร
โดยรัฐบาลเชื่อมั่นว่า เวทีนี้จะเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอวิสัยทัศน์และบทบาทของไทยในฐานะประเทศที่พร้อมเชื่อมโยงความร่วมมือ สร้างสมดุล และขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกอย่างยั่งยืน
“ช่วงเวลาต่อจากนี้คือการนับถอยหลังอีกประมาณ 5 เดือน สู่การต้อนรับแขกจากทั่วโลก ขอให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างเต็มที่ เพื่อให้ประเทศไทยสร้างความประทับใจ และต่อยอดโอกาสทางเศรษฐกิจ สนับสนุนการท่องเที่ยว และความเชื่อมั่นให้กับประเทศและประชาชนไทยในระยะยาว” นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำ





