“คลัง” ชี้วิกฤติเศรษฐกิจรุนแรงกว่าอดีต วงเงินเยียวยาต้องไม่น้อยกว่าเดิม เผยกำลังเร่งเคาะตัวเลขตามกรอบงบประมาณ เตรียมดันแพ็กเกจ "ไทยช่วยไทยพลัส" ชงเข้าที่ประชุม ครม. นัดแรกทันที
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ตามกระแสข่าวที่ระบุว่าโครงการคนละครึ่งรอบใหม่ ภายใต้แพ็กเกจไทยช่วยไทยพลัส ที่ระบุว่าจะมีการแจกเงินเยียวยาจำนวน 200 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลาต่อเนื่อง 10 เดือนนั้น ทางกระทรวงการคลังขอยืนยันว่าข้อมูลชุดดังกล่าวไม่เป็นความจริง และไม่มีความสมเหตุสมผล
แหล่งข่าว กล่าวว่า หากย้อนกลับไปพิจารณาในช่วงที่ดำเนินโครงการครั้งก่อนวัตถุประสงค์เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งขณะนั้นสถานการณ์ไม่ได้เผชิญวิกฤติรุนแรงเท่ากับปัจจุบัน รัฐบาลยังเคยจัดสรรเงินช่วยเหลือสูงถึง 2,000 บาท เป็นระยะเวลา 2 เดือน ดังนั้น ในสภาวะที่ประเทศกำลังเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจและมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้นโยบายการคลังเข้ามาช่วยเยียวยาผลกระทบให้แก่ประชาชน หลักการสำคัญคือวงเงินช่วยเหลือไม่ควรจะน้อยไปกว่าเดิม
สำหรับความคืบหน้าล่าสุดของโครงการ แหล่งข่าวระบุว่ารายละเอียดที่แน่ชัดยังไม่มีข้อสรุป ไม่ว่าจะเป็นจำนวนเงินเยียวยา ระยะเวลาดำเนินการ หรือจำนวนประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่จะได้รับสิทธิ์ เนื่องจากทีมงานที่เกี่ยวข้องกำลังอยู่ระหว่างการออกแบบและพัฒนารูปแบบของโครงการ ซึ่งตัวเลขและรายละเอียดทั้งหมดจะต้องสอดคล้องกับขีดความสามารถในการจัดหาเม็ดเงินงบประมาณของรัฐบาลเป็นสำคัญ
โดยขณะนี้กระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งประเมินและจัดหาเม็ดเงินที่จะนำมาใช้รองรับมาตรการ จึงยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดที่ชัดเจนได้ เพราะข้อมูลต่างๆ ยังสามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลาจนกว่าจะตกผลึก
อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังกำลังเร่งรัดการทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อให้การออกแบบมาตรการเยียวยาภายใต้โครงการไทยช่วยไทยพลัสเสร็จสมบูรณ์โดยเร็วที่สุด และเตรียมความพร้อมที่จะนำเสนอแพ็กเกจมาตรการดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ในวาระแรกทันที เพื่อให้รัฐบาลสามารถใช้อำนาจอนุมัติและเดินหน้าช่วยเหลือประชาชนที่กำลังเดือดร้อนจากวิกฤติค่าครองชีพได้อย่างทันท่วงที
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนจากผลกระทบด้านราคาพลังงาน กระทรวงการคลังยังเตรียมเสนอแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ภายใต้ชื่อโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" ซึ่งจะเป็นการบูรณาการนำโครงการ "คนละครึ่งพลัส" และ "บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ" มารวมไว้เป็นเรื่องเดียวกัน
โดยโครงการนี้จะมีการเชื่อมโยงระบบร้านค้าเข้าด้วยกัน ทำให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสามารถนำวงเงินสวัสดิการไปใช้จ่ายในกลุ่มร้านค้ารายย่อยที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งได้ตลอดไป โดยเบื้องต้นคาดว่ากระทรวงการคลังจะเร่งรัดกระบวนการลงทะเบียนให้แล้วเสร็จ และพร้อมเปิดให้ประชาชนเริ่มใช้จ่ายวงเงินคนละครึ่งแบบใหม่ได้ภายในเดือนพ.ค.นี้





