วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม 2569

Login
Login

‘รัฐบาล 6 บาท’ จุดเริ่มต้นปัญหาเศรษฐกิจ และความเปราะบางทางการเมือง

‘รัฐบาล 6 บาท’ จุดเริ่มต้นปัญหาเศรษฐกิจ      และความเปราะบางทางการเมือง

กลางดึกของวันที่ 25 มี.ค. 2569คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.)มีมติเห็นชอบปรับลดอัตราชดเชยราคาน้ำมันดีเซลและกลุ่มเบนซิน ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิด ตั้งแต่ 26 มี.ค.2569 จะปรับขึ้น 6 บาทต่อลิตร

      การปรับราคาเป็นผลมาจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันดีเซลในตลาดสิงคโปร์ดีดตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง จาก 198.20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อวันที่ 17มี.ค. 2569 พุ่งสูงถึง 242.91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในวันที่ 23มี.ค.2569 ส่งผลให้ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา มีราคาอยู่ที่ 38.94 บาทต่อลิตร

      การปรับราคาครั้งนี้ อาจไม่ใช้ครั้งสุดท้ายเพราะสถานการณ์สงครามที่สหรัฐและอิสราเอลโจมตีอิหร่านยังไร้วี่แววที่จะจบลงได้ในเร็ววันนี้ ไม่นับรวมเศษซากความเสียหายต่อแหล่งพลังงานโลกที่อาจใช้เวลาอีกค่อนปีเยียวยาจนกว่าจะกลับมาเป็นปกติ

     รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล จากฐานะรัฐบาลเฉพาะกาลสู่รัฐบาลรักษาการและหลังได้รบการเลือกตั้งอย่างท่วมท้นจนกำลังจะมีสถานะเป็นรัฐบาลอำนาจเต็ม  มีท่วงท่ารับมือกับสถานการณ์สงครามไกลบ้านนี้ อย่างน่าสนใจ คือ เริ่มจากการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้นาน 15 วัน พร้อมประกาศก้องสต๊อกน้ำมันประเทศสามารถยืนระยะได้เป็นร้อยวัน 

“สิ่งที่คิด ไม่เหมือนสิ่งที่เป็น”  ประชาชนแห่เติมน้ำมันจนเกิดปรากฎการณ์ปิดปั้มหนีเพราะไม่มีน้ำมันมาเสริฟ จนกระทั่ง 16  วันล่วงเลยผ่านไป รัฐบาลอนุทิน  ให้คำมั่นว่า จะขึ้นน้ำมัน แบบขั้นบันได เพื่อไม่ให้เกิดการกระชากทางเศรษฐกิจ ทั้งภาคการผลิต การบริโภค การคมนาคมขนส่ง

แต่ผ่านไปไม่นานรัฐบาลก็เลือกแนวทาง ประกาศขึ้นราคาน้ำมันครั้งเดียว 6  บาท เกิด Oil Shock ของจริง สะท้อนจากดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย ระบุว่า หากนับตั้งแต่สงครามปลายเดือนก.พ. น้ำมันดีเซลขึ้นจาก 28.94 บาท ถือเป็นการปรับขึ้นในระดับที่ส่งผลกระทบต่อทั้งค่าครองชีพของประชาชน ต้นทุนการดำเนินธุรกิจ และภาระของผู้ประกอบการในหลายภาคส่วนทั้ง ภาคการผลิต ท่องเที่ยว และส่งออก อย่างมีนัยสำคัญ

นายเกรียงไกร เธียรนุกุลประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประเมินว่า ต้นทุนโลจิสติกส์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 20-25% จากเดิมที่เคยประเมินไว้เพียง 15-20%

     “ผลกระทบจะลุกลามไปยังต้นทุนวัตถุดิบ และราคาสินค้า ทำให้ราคาสินค้าโดยรวมมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น 8-10% โดยเฉพาะช่วงเดือนเม.ย. หลังสต๊อกสินค้าเดิมทยอยหมดลง และผู้ประกอบการต้องรับต้นทุนใหม่เต็มรูปแบบ”

นอกจากมาตรการเล่นกับราคาน้ำมัน เช่น แผนลดภาษี หรือ การตรึงราคาก่อนหน้านี้ แล้ว ดูเหมือนว่ารัฐบาลยังไร้กระบวนท่าอื่นๆที่จะจัดการกับOil Shock ทั้งที่รัฐบาลมีกลไกข้อกฎหมายที่จะดำเนินการได้หากจริงจังและตั้งสติเพื่อเข้าใจปัญหาหรือว่ามีอะไรบางอย่างบังตาจนเห็นภาพปัญหาไม่ชัด จนบริหารจัดการแบบไร้ทิศทาง 

เพราะปัญหาอยู่ที่ราคา เพราะนั่นแก้ไขไม่ได้ แต่ต้องจัดการให้เข้าที่เข้าทางให้ได้ต่างหาก ‘รัฐบาล6 บาท’นี้ ไม่เพียงแค่จุดเริ่มต้นภาพจำปัญหาเศรษฐกิจเท่านั้นแต่อาจเป็นเปราะบางทางการเมืองที่ถ้าไม่รีบปรับแก้ไข อาจไม่ทันได้เป็นรัฐบาลเต็มๆสมัยก็ได้นะ