วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

ฮ่องกงลงทุนไทยพุ่งอันดับ 2 'บีโอไอ' ลุยเจาะฐานดิจิทัล-อิเล็กทรอนิกส์โลก

บีโอไอชิงจังหวะโลกผันผวน บุกฮ่องกง ดึงลงทุนธุรกิจบริการ - อุตฯ เทคโนโลยีสูง ปักหมุดไทยบนแผนที่ธุรกิจโลก เผยปี 2568 นักลงทุนฮ่องกงยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนสูงเป็นอันดับ 2 มูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาท

KEY POINTS

  • บีโอไอจัดโรดโชว์ ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง เพื่อดึงดูดนักลงทุนจากเขตเศรษฐกิจอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า (GBA) โดยเน้นอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง 
  • ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้นักลงทุนมองหาฐานการลงทุนที่มั่นคงในระยะยาว และจากผลสำรวจล่าสุดพบว่า ร้อยละ 73 ของบริษัทจากฮ่องกงมีแผนเร่งขยายการลงทุนเข้าสู่ภูมิภาคอาเซียน โดยให้ความสนใจประเทศไทยเป็นลำดับ 2 รองจากสิงคโปร์
  • ปี 2568 มีมูลค่าการยื่นขอรับการส่งเสริมสูงถึงกว่า 2.45 แสนล้านบาท สูงเป็นอันดับ 2 ของ FDI ทั้งหมด ส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมดิจิทัล เครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์โลหะ และวัสดุ  

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า บีโอไอได้จัดโรดโชว์ ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง ระหว่างวันที่ 11–12 มีนาคม 2569 พร้อมจัดสัมมนา “Thailand: Investment Gateway and Global Talent Hub” ณ โรงแรม Renaissance Hong Kong Harbour View

เพื่อนำเสนอศักยภาพ และโอกาสการลงทุนของประเทศไทย รวมทั้งการอำนวยความสะดวกด้านวีซ่า ทั้งวีซ่าระยะยาวสำหรับชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูง (Long-Term Resident Visa: LTR) และไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด เพื่อเชิญชวนนักลงทุนจากเขตเศรษฐกิจอ่าวกวางตุ้ง–ฮ่องกง–มาเก๊า (Greater Bay Area: GBA) ให้ใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการขยายธุรกิจ และการลงทุนในภูมิภาค โดยมีนักธุรกิจชั้นนำจากพื้นที่ GBA ให้ความสนใจเข้าร่วมงานกว่า 170 คน

ฮ่องกงลงทุนไทยพุ่งอันดับ 2 'บีโอไอ' ลุยเจาะฐานดิจิทัล-อิเล็กทรอนิกส์โลก

ภายในงาน เลขาธิการบีโอไอ ได้นำเสนอความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับการลงทุน มาตรการส่งเสริมการลงทุนของไทย รวมถึงโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะกิจการบริการมูลค่าสูง เช่น สำนักงานภูมิภาค บริการด้านโลจิสติกส์ การค้าระหว่างประเทศ และบริการสนับสนุนการค้า และการลงทุน ตลอดจนอุตสาหกรรมการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น กลุ่มแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ แบตเตอรี่ และระบบกักเก็บพลังงาน ซึ่งเป็นสาขาที่นักลงทุนจากฮ่องกง และ Greater Bay Area มีศักยภาพสูง พร้อมเชิญชวนให้เข้ามาสร้างการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานกับผู้ประกอบการไทยมากยิ่งขึ้น

นายเบอร์นาร์ด ชาน (Mr. Bernard Chan) ประธาน Hong Kong – Thailand Business Council ได้กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นแหล่งลงทุนที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะด้านต้นทุนการทำธุรกิจที่สามารถแข่งขันได้ มีความเป็นกลาง สามารถรองรับการลงทุน และร่วมมือได้กับทุกชาติ อีกทั้งมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ชัดเจน และต่อเนื่อง สำหรับผู้บริหารจาก Hong Kong Trade Development Council (HKTDC) ได้กล่าวสนับสนุนโอกาสการลงทุนในประเทศไทย โดยระบุว่าความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้นักลงทุนมองหาฐานการลงทุนที่มั่นคงในระยะยาว และจากผลสำรวจล่าสุดพบว่า ร้อยละ 73 ของบริษัทจากฮ่องกงมีแผนเร่งขยายการลงทุนเข้าสู่ภูมิภาคอาเซียน โดยให้ความสนใจประเทศไทยเป็นลำดับ 2 รองจากสิงคโปร์ สะท้อนโอกาสความร่วมมือด้านการลงทุนระหว่างประเทศไทย และฮ่องกงที่จะแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในอนาคต

บีโอไอยังได้ใช้โอกาสนี้ในการดึงดูดผู้เชี่ยวชาญ บุคลากรทักษะสูง (Talent) และนักธุรกิจฮ่องกง และ เขต Greater Bay Area ให้พิจารณาใช้ประเทศไทยเป็นฐานการลงทุน และการอยู่อาศัยในระยะยาว โดยได้นำเสนอสิทธิประโยชน์ของวีซ่าระยะยาวสำหรับผู้เชี่ยวชาญ นักลงทุน และผู้บริหารระดับสูง

ภายใต้มาตรการ Long-Term Resident (LTR) Visa รวมถึงได้ผนึกกำลังกับบริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด โดย นายมนาเทศ อันนวัฒน์ ผู้จัดการใหญ่ ได้ร่วมนำเสนอสิทธิประโยชน์ของ Thailand Privilege Card ซึ่งมุ่งเป้าอำนวยความสะดวกกลุ่มนักธุรกิจ และผู้มีรายได้สูงที่ต้องการพำนักในประเทศไทยด้วย

นอกจากนี้ เลขาธิการบีโอไอ ยังได้ร่วมบรรยายในเวที Battery and E-Mobility Investment Forum ซึ่งจัดขึ้นภายใต้งาน The Battery Show Asia 2026 ณ ศูนย์ประชุม Asia World-Expo เขตบริหารพิเศษฮ่องกง โดยได้นำเสนอทิศทาง และโอกาสการลงทุนในระบบนิเวศอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ และระบบกักเก็บพลังงานของไทย พร้อมชี้ให้เห็นถึงการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และพลังงานสะอาดของไทย ซึ่งจะเป็นฐานให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ ที่เป็นหัวใจสำคัญของรถยนต์ EV และระบบการผลิตพลังงานสะอาด โดยได้นำเสนอโอกาสการลงทุนตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การผลิตเซลล์แบตเตอรี่ โมดูล และแบตเตอรี่แพ็ก ไปจนถึงการผลิตวัสดุ และชิ้นส่วนสำคัญ เช่น Cathode, Anode, Electrolyte และ Separator ซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำที่มีมูลค่า และเทคโนโลยีสูงที่สุดของอุตสาหกรรมแบตเตอรี่

ฮ่องกงลงทุนไทยพุ่งอันดับ 2 'บีโอไอ' ลุยเจาะฐานดิจิทัล-อิเล็กทรอนิกส์โลก

และพบกับผู้ประกอบการชั้นนำในห่วงโซ่อุตสาหกรรม EV และแบตเตอรี่หลายราย เพื่อหารือแผนขยายการลงทุน และต่อยอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ในประเทศไทย เช่น บริษัท Tinci Materials Technology ผู้ผลิตสารนำไฟฟ้า (Electrolyte) สำหรับแบตเตอรี่ลิเทียมรายใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำสำคัญสำหรับ EV และระบบกักเก็บพลังงาน บริษัท A123 Systems ผู้ผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนแบบครบวงจร ซึ่งผลิตป้อนให้กับค่ายรถยนต์ชั้นนำหลายราย ทั้งในยุโรป สหรัฐอเมริกา และเอเชีย และบริษัท Sinexcel ผู้พัฒนาเทคโนโลยี Power Electronics และโซลูชันการจัดการพลังงานสำหรับระบบชาร์จ EV และระบบกักเก็บพลังงาน

ฮ่องกงเป็นศูนย์กลางธุรกิจ การเงิน และการระดมทุนระหว่างประเทศอันดับต้น ๆ ของโลก และเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการเข้าถึงเครือข่ายนักลงทุน และบริษัทข้ามชาติที่ใช้ฮ่องกงเป็นฐานในการบริหารธุรกิจ และขยายการลงทุนในภูมิภาคเอเชีย ขณะเดียวกัน ฮ่องกงยังเป็นประตูสำคัญสู่เขตเศรษฐกิจอ่าวกวางตุ้ง–ฮ่องกง–มาเก๊า (Greater Bay Area) ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการผลิตที่สำคัญของโลก และเป็นฐานของบริษัทเทคโนโลยี และอุตสาหกรรมชั้นนำของจีนจำนวนมาก ขณะนี้นักลงทุนในเขต Greater Bay Area มีความสนใจขยายการลงทุนในต่างประเทศอย่างมาก โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน

ฮ่องกงลงทุนไทยพุ่งอันดับ 2 'บีโอไอ' ลุยเจาะฐานดิจิทัล-อิเล็กทรอนิกส์โลก

“ในช่วงที่เกิดภาวะสงคราม และเศรษฐกิจโลกเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์นักลงทุนจำนวนมากกำลังมองหาฐานธุรกิจใหม่ที่มีเสถียรภาพ มีความพร้อม และมีศักยภาพเติบโตในระยะยาว บีโอไอ จึงใช้โอกาสนี้บุกมาที่ฮ่องกง หนึ่งในศูนย์กลางธุรกิจ และการเงินที่สำคัญของโลก เพื่อเข้ามาสื่อสารศักยภาพของประเทศไทยกับนักลงทุนชั้นนำของฮ่องกง และเขต Greater Bay Area เพื่อดึงดูดทั้งเงินทุน เทคโนโลยี และบุคลากรทักษะสูง ให้เข้ามาช่วยสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง และการยกระดับห่วงโซ่อุปทานของไทย” นายนฤตม์ กล่าว

ทั้งนี้ ฮ่องกงเป็นหนึ่งในแหล่งการลงทุนสำคัญของประเทศไทย โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2564–2568) นักลงทุนจากฮ่องกงได้ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวม 658 โครงการ มูลค่ากว่า 4.01 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปี 2568 มีมูลค่าการยื่นขอรับการส่งเสริมสูงถึงกว่า 2.45 แสนล้านบาท สูงเป็นอันดับ 2 ของ FDI ทั้งหมด ส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมดิจิทัล เครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์โลหะ และวัสดุ  

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์