นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยถึง ทิศทางการลงทุนท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยระบุว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ "ระเบียบโลกใหม่" ที่สงครามการค้า (Trade War) และสงครามเทคโนโลยี (Tech War) จะกลายเป็นปัจจัยถาวรในระบบเศรษฐกิจ รวมทั้งความไม่แน่นอนเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitic) ที่มีความไม่แน่นอนเพิ่มมากขึ้น
อย่างไรก็ตามในภาวะที่มีความไม่แน่นอนสูงจากปัจจัยต่างๆ แต่สำหรับประเทศไทยถือว่ามีโอกาสรองรับการลงทุนที่ดีในระยะยาว ซึ่งไม่ใช่เป็นเพราะเรื่องของสิทธิประโยชน์ หรือเรื่องของอัตราภาษีเท่านั้น เนื่องจากการตัดสินใจของนักลงทุนในปัจจุบันจึงไม่ได้มองเพียงแค่เรื่องสิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่เน้นไปที่ปัจจัยพื้นฐานที่มีความมั่นคงและความยืดหยุ่นในการปรับตัว ทั้งนี้ การตัดสินใจของนักลงทุนจะมองระยะยาว เนื่องจากภาษีเป็นแค่ส่วนเดียวเพราะฉะนั้นกลุ่มนี้จะมองที่ปัจจัยพื้นฐานของแต่ละประเทศเป็นสำคัญ
อาเซียนเป็นจุดสว่างการลงทุน
เลขาธิการฯบีโอไอ กล่าวว่า ในขณะที่ตัวเลขการลงทุนทั่วโลกติดลบต่อเนื่อง แต่ภูมิภาคอาเซียนกลับเติบโตสวนกระแสจนถูกขนานนามว่าเป็น “จุดสว่าง” (Bright Spot) ของการลงทุนโลก สำหรับประเทศไทยมีความโดดเด่นในศักยภาพโดยเฉพาะด้านโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และซัพพลายเชนที่ครบวงจร ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดกลุ่มการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เน้นการวางรากฐานระยะยาว โดยในปีนี้มี 3 แรงขับเคลื่อนหลักของการลงทุนทั่วโลก คือ การย้ายฐานการผลิตเพื่อลดความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทรนด์ความยั่งยืนหรือการลดคาร์บอน ที่ทำให้การลงทุนในอาเซียนและประเทศไทยเพิ่มขึ้น
"การลงทุนทั่วโลกติดลบต่อเนื่องมา 2 ปี ลบ 11% แต่การลงทุนที่เข้าสู่อาเซียนเพิ่มขึ้น 8% อังค์ถัดยังขนานนามอาเซียนว่าเป็น 'ไบร์ทสปอร์ต' สำหรับการลงทุนโลก”เลขาธิการบีโอไอกล่าว
ไทยเน้นเป็นต้นน้ำในโปรดักส์แชมป์เปี้ยน
ตัวอย่างการลงทุนที่เข้ามาในประเทศไทย ที่มีการพัฒนายกระดับขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในส่วนของยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์นั้น ไทยมุ่งเป้าไปสู่การเป็นผู้นำในส่วนของอุตสาหกรรมต้นน้ำ โดยเฉพาะในส่วนของผลิตภัณฑ์ที่เราสามารถเป็นแชมเปี้ยนได้ เช่น ในการผลิตเซ็นเซอร์และอิเล็กทรอนิกส์กำลัง โดยจะเน้นการส่งเสริมตั้งแต่การออกแบบ (IC Design) ไปจนถึงการแพ็กเกจจิ้งขั้นสูง
ส่วนในประเด็นที่น่าสนใจคือการยกระดับอุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) ซึ่งการขยายการลงทุนในประเทศไทยช่วยตอกย้ำว่าฮาร์ดดิสก์ไม่ใช่อุตสาหกรรมที่กำลังจะตาย (Sunset Industry) แต่เป็นอุตสาหกรรมที่มีอนาคตอย่างมากจากการเติบโตของ Data Center โดยปัจจุบันไทยเป็นฐานการผลิตหลักของโลกกว่า 80% และกำลังจะมีโครงการวิจัยร่วมขนาดใหญ่ระหว่างสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และไทย เพื่อพัฒนาฮาร์ดดิสก์ความจุสูงถึง 100 TB ซึ่งจะนำมาสู่การลงทุนจริงในไทยเพิ่มอีกหลายหมื่นล้านบาทในอนาคต
"ฮาร์ดดิสก์ไม่ใช่เป็นอุตสาหกรรมที่กำลังจะตาย (Sunset Industry)... แต่กลับกลายมาเป็นอุตสาหกรรมที่มีอนาคตอย่างมากจากการเติบโตของ Data Center ซึ่งหากโครงการวิจัยนี้สำเร็จ จะมีการลงทุนมากขึ้นหลายหมื่นล้านบาทในไทย"
นอกจากนี้ BOI ยังประสบความสำเร็จในการดึงดูดกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่นั่นคือ บริษัทที่มีการลงทุน หุ่นยนต์ฮูมานอยด์” (Humanoid Robot) ซึ่งในปีนี้มีบริษัทชั้นนำจากจีนได้รับการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนแล้ว 5 ราย มูลค่ากว่าหมื่นล้านบาท เพื่อผลิตชิ้นส่วนไฮเทค เช่น ชุดควบคุมการเคลื่อนไหวและโครงร่างหุ่นยนต์ ป้อนให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Tesla ที่ใช้สำหรับหุ่นยนต์ Optimus หรือแม้กระทั่งบริษัทขนาดใหญ่ เช่น Samsung Apple และ Huawei โดยการลงทุนของกลุ่มอุตสาหกรรมนี้มีโอกาสที่จะลงทุนในรูปแบบคลัสเตอร์ที่โยกย้ายฐานการผลิตมาจากประเทศจีนเนื่องจากประเด็นเรื่องความตรึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ คล้ายกับการย้ายฐานการผลิตของ PCB ในช่วงที่ผ่านมา
กางแผน 3 ภารกิจหลัก ปี 69
นายนฤตม์กล่าวต่อว่าในปีนี้บีโอไอจะเน้นการทำงานใน 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ ดึงการลงทุนที่มีคุณภาพสร้าง New Growth Engine ยกระดับปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุน และเร่งให้เกิดการลงทุนจริง โดยมีรายละเอียด ดังนี้
1.) การดึงการลงทุนคุณภาพในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New Growth Engine) ซึ่งจะเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศไทยในอนาคต
2.) การยกระดับปัจจัยแวดล้อม หรือระบบนิเวศเพื่อเอื้อให้เกิดการลงทุน เช่น พลังงานสะอาด และการปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคกับการลงทุนให้สามารถดำเนินการได้เร็วขึ้น รวมถึงการประสานงานกับกระทรวงพลังงานเพื่อเตรียมหลักเกณฑ์ในการเตรียมความพร้อมเรื่องพลังงานสะอาด โดยผลักดันการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาด (Utility Green tariff : UGT) ที่เตรียมจะเสนอต่อรัฐบาลใหม่อนุมัติ
3.) การเร่งให้เกิดการลงทุนจริงผ่านกลไก "Thailand Fast Plus" ตามแนวนโยบายของรัฐบาล ซึ่งถือเป็นการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรเพื่อกำหนดหลักการในการทำงาน เกี่ยวกับระยะเวลาในการอนุมัติอนุญาตร่วมกัน เพื่อลดระยะเวลาการอนุมัติอนุญาตให้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ในส่วนของอุปสรรคด้านที่ดินและพลังงาน นายนฤตม์ ระบุว่า กำลังเร่งปลดล็อกปัญหาผังเมืองและที่ลำรางสาธารณะที่ไม่ได้ใช้งานเพื่อรองรับการขยายตัวของนิคมอุตสาหกรรมและ Data Center ซึ่งต้องการความพร้อมของที่ดินและโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟ และน้ำ ที่มีความพร้อมรองรับการลงทุน





