อบก. ชวนชุมชนประเมินความพร้อม 6 ด้าน เพื่อให้ป่าชุมชนใช้สำรวจศักยภาพและความพร้อมของตนเองอย่างเป็นระบบก่อนเริ่มพัฒนาร่างเอกสารโครงการ
องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. (TGO) ผลักดันแนวทาง "READY FOR T-VER: ชุมชนพร้อม ป่าพร้อม ข้อมูลพร้อม" เพื่อใช้เป็นเครื่องมือประเมินตนเอง สำหรับชุมชนที่ต้องการนำพื้นที่ป่าเข้าสู่โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านจากการอนุรักษ์ป่าแบบเดิม สู่ระบบการบริหารจัดการป่าไม้ที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีโครงสร้างองค์กรชุมชนที่ชัดเจน และมีฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถติดตามประเมินผลได้จริง ทั้งนี้เพื่อสร้างความมั่นคงทางสิ่งแวดล้อมและส่งต่อคุณค่าทางเศรษฐกิจกลับคืนสู่ท้องถิ่นอย่างยั่งยืน
การพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ภายใต้มาตรฐาน T-VER ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเพียงเพราะมีพื้นที่ป่าหรือการดูแลป่าเดิมอยู่แล้ว แต่ต้องอาศัยกระบวนการดำเนินงานที่มีมาตรฐาน ปฏิบัติตามระเบียบวิธีที่ อบก. กำหนดอย่างเคร่งครัด เช่น กิจกรรมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำลายป่าและความเสื่อมโทรมของป่า หรือการเพิ่มพูนการกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่ป่า
ทั้งนี้ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง อบก. จึงได้กำหนดกรอบการประเมินความพร้อมก่อนเข้าร่วมโครงการผ่าน 6 ด้านสำคัญ (Checklist) เพื่อให้ป่าชุมชนใช้สำรวจศักยภาพและความพร้อมของตนเองอย่างเป็นระบบก่อนเริ่มพัฒนาร่างเอกสารโครงการ
เปิดเช็กลิสต์ความพร้อม 6 ด้าน
แนวทางประเมินความพร้อม 6 ด้าน ชุมชนและผู้พัฒนาโครงการจะต้องตรวจสอบและเตรียมความพร้อมในประเด็นสำคัญ ดังนี้
1. พื้นที่พร้อม: ต้องตรวจสอบขอบเขตและตำแหน่งพื้นที่โครงการให้มีความชัดเจน โดยพื้นที่ต้องสอดคล้องกับเงื่อนไขของกิจกรรม เช่น กิจกรรมลดการทำลายป่าและความเสื่อมโทรมของป่าภายใต้ Standard T-VER กำหนดให้พื้นที่โครงการต้องมีสภาพเป็นป่า ไม่น้อยกว่า 1 ไร่ มีความหนาแน่นเรือนยอดไม่น้อยกว่า 30% และมีต้นไม้ซึ่งเมื่อโตเต็มที่จะสูงเกิน 3 เมตรขึ้นไป นอกจากนี้ ต้องตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ สถานะที่ดิน และสิทธิการใช้ประโยชน์ตามกฎหมายให้ถูกต้องชัดเจน
2. คนพร้อม: มีการจัดตั้งคณะกรรมการหรือกลุ่มแกนนำในชุมชนที่มีหน้าที่รับผิดชอบชัดเจน พร้อมทั้งมีกลไกการสื่อสารและการสร้างความเข้าใจภายในชุมชนอย่างทั่วถึง
3. ชุมชนมีส่วนร่วม: สร้างการมีส่วนร่วมของชาวบ้านในการวางแผนและดูแลรักษาผืนป่า รวมถึงการวางกลไกการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมและโปร่งใสภายในชุมชน
4. ข้อมูลพร้อม: จัดเตรียมข้อมูลพื้นฐานของพื้นที่ ชนิดพันธุ์ไม้ ความหนาแน่น และสถิติต่างๆ ที่จำเป็นต่อการคำนวณประเมินการกักเก็บคาร์บอน ตลอดจนมีความสามารถในการจัดเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่องเพื่อใช้ทำเอกสารข้อเสนอโครงการ (PDD) และรายงานการติดตามประเมินผล (Monitoring Report)
5. การจัดการ: มีแผนการบริหารจัดการป่าไม้ระยะยาวที่ชัดเจนตลอดช่วงเวลาคิดเครดิตของโครงการ (เช่น ระยะเวลา 10 ปี ในหลายประเภทโครงการ) ครอบคลุมทั้งแนวทางการอนุรักษ์ การป้องกันความเสี่ยงต่อการสูญเสียพื้นที่ป่า และการติดตามการเปลี่ยนแปลงของผืนป่า
6. ศึกษาหลักเกณฑ์ T-VER: ทำความเข้าใจหลักเกณฑ์ ระเบียบวิธี เครื่องมือคำนวณ และแบบฟอร์มของ อบก. ให้ถูกต้อง โดยต้องพิจารณาว่าโครงการเหมาะกับประเภท Standard T-VER หรือ Premium T-VER
นอกจากนี้ อบก. ได้มีการปรับปรุงและประกาศแนวทางการพัฒนาโครงการ Standard T-VER ฉบับที่ 7.0 เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 และระเบียบคณะกรรมการ อบก. ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการพิจารณาโครงการ T-VER พ.ศ. 2569 เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งผู้พัฒนาโครงการจำเป็นต้องตรวจสอบคู่มือและระเบียบฉบับล่าสุดก่อนเริ่มดำเนินการ
จากผืนป่าสู่คุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน
การดำเนินงานตามแนวคิด "Forest Value Journey" จะช่วยเปลี่ยนผืนป่าชุมชนให้เป็นสินทรัพย์ที่มีคุณค่า ผ่านกระบวนการจัดการอย่างเป็นระบบ การวัดและประเมินปริมาณการกักเก็บคาร์บอนอย่างแม่นยำ จนได้รับการรับรอง คาร์บอนเครดิต จาก อบก. ซึ่งจะสามารถนำไปซื้อขายในตลาดและนำรายได้กลับคืนสู่ชุมชน เพื่อใช้ในการดูแลรักษาป่าและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในท้องถิ่นต่อไป
อบก. เน้นย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับชุมชนไม่ใช่เพียงการรู้ว่า "ป่าของเรามีคาร์บอนเครดิตเท่าไร?" แต่คือการประเมินว่า "พื้นที่ คน ป่า ข้อมูล และระบบจัดการของชุมชนมีความพร้อมแล้วหรือยัง?" เพื่อให้เกิดการพัฒนาโครงการอย่างยั่งยืนและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทุกภาคส่วน
ที่มา: องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)





