วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

Ditto ปั้น Blu Green Token สินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อการอนุรักษ์ ระดมทุน 480 ล้าน

ครั้งแรกในไทย "สยาม ทีซี" บริษัทในเครือดิทโต้ เสก "คาร์บอนเครดิตจากป่าชายเลน" เป็นสินทรัพย์ดิจิทัล ส่ง "Blu Green Token" มูลค่าระดมทุนไม่เกิน 480 ล้านบาท

ในยุคที่กระแส “ความยั่งยืน” (Sustainability) และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้เป็นเพียงแค่ “กิจกรรมเพื่อสังคม” (CSR) อีกต่อไป แต่ได้กลายมาเป็น “กติกาการค้าโลกใหม่” ที่ทุกภาคธุรกิจปฏิเสธไม่ได้  

ดังนั้น เมื่อ “คาร์บอนเครดิต” ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือ “ทางรอด” สะท้อนภาพการเติบโตของตลาดคาร์บอนเครดิตทั่วโลกและในประเทศไทย ถูกขับเคลื่อนด้วยแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจาก “มาตรการ CBAM” ซึ่งเป็นมาตรการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากผู้นำเข้าสินค้าก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (EU) ที่กำลังจะเริ่มต้นประกาศใช้อย่างเต็มรูปแบบสำหรับสินค้านำเข้าที่มีการปล่อยคาร์บอนสูง บีบให้ “ผู้ส่งออกไทย” ต้องปรับตัว หากไม่สามารถลดคาร์บอนในกระบวนการผลิตได้ ก็จำเป็นต้องซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชย

Ditto ปั้น Blu Green Token สินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อการอนุรักษ์ ระดมทุน 480 ล้าน

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังอยู่ในระหว่างการยกร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (พ.ร.บ. โลกร้อน) เพื่อกำหนดทิศทางสู่เป้าหมาย Net-Zero GHG Emissions ในอนาคต ซึ่งกฎหมายนี้จะทำให้คาร์บอนเครดิตกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับภาคธุรกิจที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง หากใครปล่อยเกินจะต้องถูกปรับ หรือต้องหาซื้อคาร์บอนเครดิตมาชดเชย อาจส่งผลให้อุปสงค์คาร์บอนเครดิตในประเทศสูงขึ้น โดยปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่ง “ผลบวกโดยตรง” ต่ออุปสงค์ (ดีมานด์) “คาร์บอนเครดิต” กลายเป็นสินทรัพย์ที่มี “มูลค่าทางเศรษฐกิจจริง” (Economic Value) ไม่ใช่สิ่งสมมติขึ้น

ดังนั้น การเปิดตัว “โทเคนดิจิทัลเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม” (Green Token) ตัวแรกของประเทศไทย โดยบริษัท สยาม ทีซี เทคโนโลยี จำกัด หรือ STCT บริษัทลูกของบริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DITTO จึงกลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่เชื่อมโยงเทคโนโลยีบล็อกเชน การเงินดิจิทัล และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเข้ากันอย่างลงตัว โดยมีสินทรัพย์อ้างอิงเป็น “คาร์บอนเครดิตจากป่าชายเลน”

"ฐกร รัตนกมลพร" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร “ชัยทัด กุลโชควณิช” รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DITTO และ “วันรบ บุญธรรม” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บริษัท โทเคน เอกซ์ จำกัด หรือ Token X ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) ได้อนุญาตให้ บริษัท สยาม ทีซี เทคโนโลยี จำกัด สามารถออกและเสนอขาย “โทเคนดิจิทัลเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมสินทรัพย์ป่าสมบูรณ์” (Blu Green Token) ต่อประชาชนมูลค่าระดมทุนไม่เกิน 480 ล้านบาท จำนวน 400 ล้านโทเคน

Ditto ปั้น Blu Green Token สินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อการอนุรักษ์ ระดมทุน 480 ล้าน

ทั้งนี้ บริษัท โทเคน เอกซ์ จำกัด (Token X) ทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัล (ICO Portal) โดย “ผู้ถือโทเคนดิจิทัล” หรือผู้ลงทุนมีสิทธิได้รับผลตอบแทนจากการขายคาร์บอนเครดิตอ้างอิงสุทธิในทุกปีที่ทำการขายคาร์บอนเครดิตอ้างอิง โดยอายุโครงการโทเคนดิจิทัลเท่ากับ 7 ปี เว้นแต่การขยายอายุโครงการออกไปอีก 2 ปี ตามเงื่อนไขในหนังสือชี้ชวน

สำหรับ “จุดเด่น” ของโทเคนดิจิทัล ผู้ลงทุนมีสิทธิได้รับชำระผลตอบแทนทบต้นสะสมและเงินลงทุนเริ่มต้น ณ วันสิ้นสุดโครงการโทเคนดิจิทัลในอัตราผลตอบแทน 3% ต่อปี หากผู้ออกโทเคนดิจิทัลยังไม่สามารถขายคาร์บอนเครดิตอ้างอิงได้ หากถือจนครบอายุโครงการ 7 ปี นอกจากนี้ DITTO จะทำหน้าที่เป็นผู้ให้การสนับสนุนทางการเงินที่จำเป็นสำหรับใช้ในการชำระผลตอบแทนทบต้นสะสมและเงินลงทุนเริ่มต้น และโอกาสรับผลตอบแทน (Upside) หาก “ราคาคาร์บอนเครดิต” ในตลาดโลกสูงขึ้น ผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนตามราคาตลาดที่เพิ่มขึ้นนั้น ภายหลังการเสนอขาย มีแผนนำโทเคนดิจิทัล เข้าจดทะเบียนซื้อขายในศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Exchange) เพื่อให้สามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ต้องรอจนครบ 7 ปี

Ditto ปั้น Blu Green Token สินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อการอนุรักษ์ ระดมทุน 480 ล้าน

โดย คาดกำหนดการเปิดเสนอขายภายในไตรมาสที่ 3 ปีนี้ และผู้ลงทุนสามารถซื้อขายโทเคนดิจิทัลได้ในตลาดรอง (Digital Asset Exchange) แสดงให้เห็นว่า เทคโนโลยีการเงินสามารถขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ ควบคู่ไปกับการสร้างผลตอบแทนที่จับต้องได้ให้กับผู้ลงทุนทุกระดับอย่างแท้จริง

ด้วย Blu Green Token มีลักษณะเป็นโทเคนดิจิทัลเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยผู้ออกโทเคนดิจิทัลจะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปชำระค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการอ้างอิงที่ได้มีการชำระไปแล้วบางส่วน ชำระค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการอ้างอิงตั้งแต่เริ่มโครงการจนจบโครงการโทเคนดิจิทัล ของ “โครงการฟื้นฟูป่าชายเลน” เพื่อระบบนิเวศที่ยั่งยืนของประเทศไทย ภายใต้โครงการปลูกป่าชายเลนเพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต ประจำปี 2565 รวมถึงชำระค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรมโทเคนดิจิทัล

Ditto ปั้น Blu Green Token สินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อการอนุรักษ์ ระดมทุน 480 ล้าน

ดังนั้น การระดมทุนผ่านโทเคนดิจิทัลเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การระดมทุนรูปแบบใหม่ แต่เป็นการปฏิวัติวิธีคิดในการลงทุนเพื่อสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย ด้วยการเปลี่ยนสินทรัพย์ที่จับต้องยากและใช้เวลานานอย่าง “ผืนป่า” ให้กลายเป็น “โทเคนดิจิทัล” ที่มีสภาพคล่องสูงบนบล็อกเชน หนึ่งใน “จุดเด่น” ที่น่าสนใจคือ การบริหารความเสี่ยงด้านปริมาณ (Volume Risk) ในพื้นที่โครงการ 17,531.04 ไร่นั้น คาดว่าจะสามารถผลิตคาร์บอนเครดิตได้เกิน 1 ล้านตันภายในระยะเวลา 7 ปี แต่ผู้ออกโทเคนดิจิทัลนำคาร์บอนเครดิตมาเป็นสินทรัพย์อ้างอิงในการออกโทเคนดิจิทัลเพียง 400,000 ตันเท่านั้น ส่วนต่างที่เหลือถูกเก็บไว้เป็น “บัฟเฟอร์” (Buffer) เพื่อรองรับเหตุสุดวิสัยทางธรรมชาติ เช่น มรสุม หรือต้นไม้เติบโตช้ากว่ากำหนดเพื่อลดความเสี่ยงด้านปริมาณคาร์บอนเครดิตให้แก่นักลงทุน
    
ผู้ออกโทเคนดิจิทัลเลือกปลูกและบำรุงรักษาป่าชายเลน เนื่องจากเป็นแหล่ง “Blue Carbon” ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยจากการศึกษาพบว่าป่าชายเลนสามารถกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์เฉลี่ยได้ถึง 9.4 ตันต่อไร่ต่อปี โดยพื้นที่ดำเนินโครงการโทเคนดิจิทัลเบื้องต้นครอบคลุม 17,531.04 ไร่ จากสิทธิในการปลูกและดูแลรักษาพื้นที่ป่าชายเลนทั้งหมด 175,196.05 ไร่ กระจายอยู่ในภาคตะวันออกและภาคใต้ เช่น ระยอง กระบี่ และพังงา โครงการนี้ไม่เพียงแต่ให้คาร์บอนเครดิต แต่ยังช่วยลดการกัดเซาะชายฝั่ง เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ และที่สำคัญที่สุดคือการจ้างงานคนในชุมชนให้ช่วยดูแลป่า เพื่อให้มั่นใจว่าต้นไม้จะเติบโตอย่างสมบูรณ์และผลิตเครดิตได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด 

ท้ายสุด ธุรกิจคาร์บอนเครดิตคือ “New S-Curve” หรือเครื่องยนต์ที่จะสามารถสร้างรายได้เคียงคู่ไปกับธุรกิจไอทีเดิม โดยตั้งเป้าว่าหากราคาคาร์บอนเครดิตแตะระดับ 3,000 บาทต่อตันในอนาคต อาจส่งผลเชิงบวกต่อโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับกลุ่มบริษัทในระยะยาว ขณะที่ หากมองความได้เปรียบในการแข่งขันที่สำคัญคือ “เวลา” เนื่องจากป่าต้องใช้เวลาปลูก 5-7 ปีกว่าจะเป็นคาร์บอนเครดิต การที่บริษัทเริ่มลงมือทำก่อนและครอบครองพื้นที่ชายฝั่งที่มีจำกัด ทำให้คู่แข่งตามทันได้ยาก 

นอกจากนี้ยังเป็นการปรับภาพลักษณ์องค์กรสู่มาตรฐาน ESG ระดับสากล ซึ่งช่วยดึงดูดเม็ดเงินจากกองทุนระดับโลกที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นด้วย ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน โทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้