ส่องโอกาสในอาเซียน เดินหน้าขยายตลาดรับการเติบโต

ส่องโอกาสในอาเซียน เดินหน้าขยายตลาดรับการเติบโต

วิกฤติแบงก์รันที่เกิดขึ้นในสหรัฐและสหภาพยุโรปเวลานี้ ไม่ใช่บทสรุปว่าเศรษฐกิจโลกจะไร้หนทางให้เติบโต แต่อีกมุมหนึ่งของโลกยังมี "อาเซียน" ที่เป็นความหวังและโอกาสให้ภาคธุรกิจเข้าไปขยายการลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตอย่างมีศักยภาพ

ในขณะที่โลกกำลังถูกตั้งคำถามถึงความถดถอยทางเศรษฐกิจจากประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป ที่แผลทางเศรษฐกิจเริ่มปะทุขึ้นจากภาคสถาบันการเงิน และยังไม่แน่ชัดว่าจะลุกลามใหญ่โตเพียงไหน ในขณะเดียวกันจะเห็นว่า อีกมุมหนึ่งของโลกกลับมีความหวังเรืองรอง เป็นโอกาสให้ภาคธุรกิจเดินเข้าไปขยายการเติบโตได้ โดยเฉพาะหลังการประกาศเปิดประเทศและยกเลิกมาตรการ Zero COVID ของรัฐบาลจีน ที่เกิดขึ้นเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ พลุดอกแรกที่จุดขึ้นในช่วงต้นปี ทำให้สำนักวิจัยเศรษฐกิจหลายแห่งพากันปรับประมาณการ เศรษฐกิจโลก เพิ่มขึ้นตอบรับข่าวดีนี้ 

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตเศรษฐกิจโลกปี 2566 ไว้ที่ 2.9% เพิ่มขึ้น 0.2% จากเมื่อเดือนตุลาคม 2565 ขณะเดียวกันได้ปรับเป้าหมายเศรษฐกิจจีนขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญ จาก 4.4% เป็น 5.2% หลังการยกเลิกมาตรการ Zero COVID และการเปิดเมืองที่ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจคึกคักขึ้น การที่ เศรษฐกิจจีน เริ่มฟื้นตัวขึ้นจะช่วยหนุนทิศทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในปีนี้ให้เติบโตได้ในระดับ 4.7% และทำให้ภูมิภาคนี้ กลายเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีแรงขับมากสุดของโลก

ส่องโอกาสในอาเซียน เดินหน้าขยายตลาดรับการเติบโต

IMF ยังคาดว่า จีนและอินเดียจะมีขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงในปีนี้ ส่วนไทย กัมพูชา อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม จะมีการการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด

ทางด้านสถาบันการเงินระดับโลกอย่าง ธนาคารยูโอบี หรือ UOB ประเมินว่า เศรษฐกิจใน อาเซียน ไม่สามารถหลบหลีกผลกระทบจาก เศรษฐกิจถดถอย ของประเทศที่พัฒนาแล้วได้ แต่การขยายตัวของชนชั้นกลางในเอเชียจะเป็นตัวขับเคลื่อนการใช้จ่ายของผู้บริโภค ช่วยให้อาเซียนมีการพึ่งพาประเทศพัฒนาแล้วน้อยลง ทั้งนี้เศรษฐกิจหลังการเปิดประเทศ (Reopening) สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะการเปิดประเทศของจีนที่เป็นลมใต้ปีก ช่วยเพิ่มกำลังซื้อและจำนวนนักท่องเที่ยวให้กับภูมิภาค 

ยูโอบียังมองว่า เพื่อให้อาเซียนเติบโตอย่างยั่งยืนท่ามกลางความเสี่ยงจากภาวะถดถอย ประเทศในอาเซียนควรผนึกกำลังสร้างความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ระหว่างกันผ่านการยกระดับความเชื่อมโยงการค้าภายในภูมิภาค โดยแต่ละประเทศในอาเซียนมีจุดเด่นและจุดแข็งที่แตกต่างกัน สามารถพัฒนาต่อยอดให้การค้าภายในอาเซียนมีความลึกซึ้งยิ่งขึ้นได้ เช่นอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (EE) ในสิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนในประเทศไทย เสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่มในเวียดนาม เหมืองแร่และทรัพยากรธรรมชาติในอินโดนีเซียและมาเลเซีย เป็นต้น

ส่องโอกาสในอาเซียน เดินหน้าขยายตลาดรับการเติบโต

หากพิจารณาประเทศในกลุ่ม อาเซียน ที่มีโอกาสในการเติบโตโดดเด่นที่ภาคธุรกิจสามารถออกไปขยายการค้าการลงทุนเพื่อเพิ่มช่องทางสร้างรายได้ มี 5 ประเทศที่โดดเด่นและน่าสนใจ ดังนี้  

เวียดนาม ยูโอบีคาดว่าในปี 2566 เศรษฐกิจเวียดนามจะขยายตัวได้ 6.6%  

เวียดนาม เป็นประเทศที่เศรษฐกิจมีอัตราการขยายตัวมากสุดในโลก ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา (2559 - 2563) เติบโตเฉลี่ย 5.9% แม้จะอยู่ในช่วงโควิดก็ตาม และเมื่อมองไปแล้ว แนวโน้มการเติบโตยังมีอีกมากจากกำลังซื้อในประเทศ ด้วยพลังการบริโภคของประชากรเกือบ 100 ล้านคน ที่อยู่ในวัยทำงาน ขณะเดียวกันยังดึงดูดนักลงทุนต่างชาติที่หลั่งไหลเข้ามาลงทุนโดยตรง (FDI) กว่า 100 บริษัท จากทั่วโลก โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างจีนและสหรัฐยังทำให้นักลงทุนส่วนหนึ่งย้ายฐานการผลิตจากจีนมาอยู่เวียดนามแทน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ เช่น Samsung และ Apple จนเวียดนามถูกยกให้เป็นโรงงานแห่งใหม่ของโลกไปแล้ว 

อินโดนีเซีย ยูโอบีคาดว่าในปี 2566 เศรษฐกิจอินโดนีเซียจะขยายตัวได้ 4.8 - 5.0%

นอกจากเวียดนามแล้ว อินโดนีเซียกลายเป็นประเทศที่มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระดับสูง และมี FDI ไหลเข้ามากอีกประเทศหนึ่ง กำลังซื้อของประชากรมหาศาลกว่า 272 ล้านคน เป็นอันดับ 4 ของโลก กว่า 60% ของประชากรทั้งหมดที่อยู่ในวัยหนุ่มสาว ค่าแรงยังอยู่ในระดับไม่สูงมาก มีทรัพยากรธรรมชาติสำคัญ ทั้ง Old economy และ New economy จากการที่รัฐบาลสนับสนุนสตาร์ทอัพ ทำให้ในปัจจุบันอินโดนีเซียมีจำนวนบริษัทสตาร์ทอัพมากกว่า 2,000 บริษัท และมียูนิคอร์นประมาณ 8 บริษัท ถือเป็นอีกหนึ่งอาวุธหลักของอนาคตทางเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย และด้วยขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ มีการคาดการณ์ว่า อินโดนีเซียจะก้าวขึ้นไปเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกในอนาคต

ส่องโอกาสในอาเซียน เดินหน้าขยายตลาดรับการเติบโต  

สิงคโปร์ ยูโอบีคาดว่าในปี 2566 เศรษฐกิจสิงคโปร์จะขยายตัวในกรอบ 0.5 - 2.5%

ด้วยเศรษฐกิจขนาดใหญ่และมีการพัฒนาการมากสุดในอาเซียน สิงคโปร์ยังเป็นศูนย์กลางการเงินของเอเชียอีกด้วย โดยในภาคผลิตเองสิงคโปร์ก็ไม่น้อยหน้า ด้วยวิสัยทัศน์ที่ต้องการดึงดูดบริษัทเทคโนโลยีขั้นสูงผ่านโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ระบบนิเวศที่ดี และกลุ่มผู้มีความสามารถช่วยดึงดูดเงินลงทุนทางตรงจากต่างชาติ (FDI) อันดันต้นๆ ของเอเชีย FDI ส่วนใหญ่ที่เข้ามาในสิงคโปร์จึงอยู่ในกลุ่มผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพ และบริษัทเทคโนโลยีขั้นสูงข้ามชาติอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ปิโตรเคมี ยาชีวภาพ สินค้าอุปโภคบริโภค อาหารและเครื่องดื่ม  

มาเลเซีย ยูโอบีคาดว่าในปี 2566 เศรษฐกิจมาเลเซียจะเติบโต 4.0% 

ไทยและมาเลเซียมีพรมแดนที่ติดกัน มีความเชื่อมโยงการค้าและการลงทุน ส่วนทางด้านคมนาคมขนส่งมีมูลค่าทางการค้าระหว่างกันสูงสุดในอาเซียน สามารถที่จะพัฒนาความร่วมมือกันได้ในอีกหลายอุตสาหกรรม ซึ่งการขยายตัวทางเศรษฐกิจของมาเลเซียจะช่วยผลักดันการส่งออกไทย โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม ความเชื่อมโยงของห่วงโซ่การผลิตระหว่างกัน โดยไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกชิ้นส่วนอุตสาหกรรมและอิเล็กทรอนิกส์ขั้นกลางที่สำคัญของมาเลเซีย เพื่อนำไปผลิตและส่งออกไปยังประเทศที่สามต่อไป นอกจากนี้ไทยและมาเลเซียยังมีอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพระหว่างกัน เช่น อุตสาหกรรมยางพารา อาหารฮาลาล พลังงาน และในมิติใหม่ๆ อาทิ เศรษฐกิจดิจิทัล และเทคโนโลยีสีเขียวอีกด้วย

ฟิลิปปินส์ ยูโอบีคาดว่าในปี 2566 เศรษฐกิจฟิลิปปินส์จะเติบโต 6.5% - 8.0%

ฟิลิปปินส์กำลังจะยกระดับเศรษฐกิจภายในจากประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับล่างขึ้นเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงภายในปี 2568 ตามความตั้งใจของประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ที่ประกาศพลิกโฉมเศรษฐกิจและสังคมในอีก 6 ปีข้างหน้า ซึ่งพิมพ์เขียวของประเทศสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในระยะปานกลางหรือแผนพัฒนาฟิลิปปินส์ (PDP) ปี 2566 - 2571 ยังพูดถึงการเสริมสร้างการสร้างงานและเร่งการลดความยากจนโดยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้กลับสู่เส้นทางการเติบโตสูง ที่สำคัญกว่านั้น แผนนี้พยายามที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจไปสู่สังคมที่เจริญรุ่งเรือง ครอบคลุม และมีความสามารถในการปรับตัว ซึ่งหากทำได้จริงก็อาจได้เห็นโอกาสที่รุ่งเรืองของฟิลิปปินส์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ 

ส่องโอกาสในอาเซียน เดินหน้าขยายตลาดรับการเติบโต

นอกจากจะมองเห็นโอกาสในตลาดต่างๆ ที่ชัดขึ้น การจะเดินออกไปทำการค้าหรือการลงทุนในกลุ่มประเทศ อาเซียน เหล่านี้ได้ ต้องอาศัยพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญ และมีเครือข่ายที่ครอบคลุม นั่นคือแต้มต่อที่จะช่วยให้เส้นทางด้านธุรกิจเป็นไปได้อย่างราบรื่น โดย ธนาคารยูโอบี เป็นหนึ่งในพันธมิตรที่จะเชื่อมโยงธุรกิจและการลงทุนของนักลงทุนไทยไปสู่ภูมิภาคอาเซียนและภูมิภาคอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ