อนาคตของ 'สินทรัพย์ดิจิทัล' ที่ไม่ใช่แค่ 'การเทรดคริปโทฯ'

อนาคตของ 'สินทรัพย์ดิจิทัล' ที่ไม่ใช่แค่ 'การเทรดคริปโทฯ'

ทุกวันนี้บนท้องถนนมีบิลบอร์ดโฆษณาชักชวนให้คนลงทุนเทรดคริปโทฯ มากมาย ส่วนใหญ่เน้นคำว่า “ลงทุนเพื่ออนาคต” ทำให้หลายๆ คนสนใจที่จะเข้าไปลงทุน บางคนก็ห่วงว่าจะตามกระแสโลกไม่ทัน ยิ่งมีเรื่อง Metaverse ซึ่งในอนาคตอาจให้ใช้เหรียญคริปโทเคอร์เรนซี ในโลกโลกออนไลน์

ทุกวันนี้บนท้องถนนมีบิลบอร์ดโฆษณาชักชวนให้คนลงทุนเทรด คริปโทเคอร์เรนซี มากมาย ส่วนใหญ่เน้นคำว่า “ลงทุนเพื่ออนาคต” ทำให้หลายๆ คนสนใจที่จะเข้าไปลงทุน บางคนก็ห่วงว่าจะตามกระแสโลกไม่ทัน ยิ่งมีเรื่อง Metaverse ซึ่งในอนาคตอาจให้ใช้เหรียญคริปโทฯ ในโลกโลกออนไลน์ กระตุ้นความคิดให้คนเข้ามาศึกษาหรือลงทุนเรื่องนี้ จนมีคำพูดว่า “คนจนเล่นหวย คนรวยเล่นหุ้น คนรุ่นใหม่เล่นคริปโทฯ” 

ขณะเดียวกันเราก็เห็นมุมมองอีกด้านหนึ่งที่ไม่สนับสนุนเรื่องคริปโทฯ มากนัก มีการโต้เถียงกันอย่างมากว่าเราควรเข้าไปลงทุนในตลาดเทรดคริปโทฯ หรือไม่ สกุลเงินคริบโทฯ จะเข้ามาแทนที่สกุลเงินทั่วไปที่ออกโดยธนาคารกลางเพื่อใช้ในการชำระสินค้าและค่าบริการในอนาคตได้จริงหรือไม่ 
 

เราจะเห็นได้ว่าในช่วงเดือนที่ผ่านมามีข่าวใหญ่เกี่ยวกับวงการคริปโทฯ ที่สำคัญๆ หลายข่าว เช่น ราคาที่ตกลงอย่างรวดเร็วของคริปโทฯ กรณีมูลค่าของ Bitcoin ลดลงจาก 67,500 เหรียญ เมื่อเดินพฤศจิกายนปีที่ผ่านมาเหลือ 36,800 เหรียญในปัจจุบัน และยังมีข่าวว่าประเทศรัสเซียออกนโยบายแบบเดียวกันกับประเทศจีนในการแบนคริปโทฯ ทุกรูปแบบตั้งแต่การเทรด การใช้ และการขุดเหมืองคริปโทฯ

ล่าสุดกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ก็ออกมาเตือนประเทศเอลซัลวาดอร์ที่เป็นรัฐบาลเดียวในโลกซึ่งยอมรับให้ BitCoin สามารถชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย ว่าควรจะกลับมาพิจารณายกเลิกเพราะมีความเสี่ยงสูง โดยเอลซัลวาดอร์ก็เป็นลูกหนี้ IMF ที่มียอดเงินต้องชำระคืนในเร็วๆ นี้ 

นอกจากนี้ล่าสุดมีข่าวว่า Facebook มีแนวโน้มยุติโครงการที่จะทำเหรียญคริปโทฯ ที่เป็น Stablecoin ในชื่อ Diem (หรือชื่อเดิม Libra) ซึ่งเคยประกาศออกมาเมื่อสองปีก่อนและสร้างความตื่นเต้นให้กับวงการออนไลน์ว่าจะเป็นสกุลเงินที่จะนำมาใช้ในการชำระสินค้าและบริการต่างๆ

ในบ้านเรากระแสข่าวคริปโทฯ ก็อาจมีประเด็นที่ดูไม่สดใสมากนัก ตั้งแต่ข่าวการออกมายืนยันการเก็บภาษีจากกำไรการเทรดคริปโทฯ ของกระทรวงการคลัง ซึ่งแม้ไม่ใช่กฎหมายใหม่แต่เป็นการทำตามพระราชกําหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ที่ออกมาตั้งแต่ปี 2561 เพียงแต่รูปแบบวิธีการเก็บอาจยังไม่ชัดเจน ซึ่งกระทรวงฯ คงต้องกำหนดวิธีการทำให้เกิดความสะดวก ไม่ยุ่งยากและเป็นธรรมกับผู้เสียภาษี  

ล่าสุดก็มีประเด็นเรื่องที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และกระทรวงการคลัง ได้หารือร่วมกันเกี่ยวกับการกำกับความเสี่ยงในการใช้สินทรัพย์ดิจิทัล และกำลังพิจารณาร่างหลักเกณฑ์ห้ามมิให้ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ให้บริการที่เกี่ยวกับการนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้เป็นสื่อกลางในการชำระค่าสินค้าและบริการ 

เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า การลงทุนเทรดคริปโทฯ มีความเสี่ยงสูง และไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันเหมือนการลงทุนในหุ้น ความผันผวนมีสูงและการยอมรับจากรัฐบาลกลางหรือธนาคารกลางในหลายประเทศก็ยังมีไม่มากนัก 

แต่หากถามว่าสินทรัพย์ดิจิทัลน่าสนใจและมีอนาคตหรือไม่ เราคงต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีกำลังทำให้โลกเปลี่ยนไป เราเข้าสู่โลกออนไลน์มากขึ้น การใช้เงินสดแบบเดิมก็เปลี่ยนไป รูปแบบการถือสินทรัพย์ที่จับต้องได้บางอย่างก็จะเปลี่ยนไป แต่สินทรัพย์ดิจิทัลในอนาคตมีหลายรูปแบบ ดังนั้นการลงทุน และการเข้าไปใช้งานเราจำเป็นต้องเข้าใจและศึกษาข้อมูลให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจ

รูปแบบสินทรัพย์ดิจิทัลที่กำหนดตาม พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล แบ่งได้เป็นสองประเภทคือ คริปโทเคอร์เรนซี และโทเคนดิจิทัล ซึ่งคริปโทฯ คือเหรียญที่เราซื้อขายกันในปัจจุบัน มีมากกว่า 5,000 สกุล ส่วนโทเคนเป็นเหรียญที่ออกโดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพื่อกำหนดสิทธิการร่วมลงทุนในโครงการใดๆ  หรือการใช้สินค้าหรือบริการใดๆ

สินทรัพย์ดิจิทัลมีมากมาย และมีการใช้งานที่ต่างกัน แม้แต่เหรียญคริปโทฯ ก็ยังแบ่งเป็นเหรียญแบบว่างเปล่าที่ไม่มีสินทรัพย์ใดค้ำประกัน หรือเหรียญที่เป็น Stablecoin ซึ่งอาจผูกกับสินทรัพย์อย่างเงินดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้นการลงทุนเทรดคริปโทฯ ผู้ลงทุนจะต้องเข้าใจความเสี่ยงและความผันผวนของราคา การไม่ลงทุนในตลาดเทรดคริปโทฯ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ตกกระแสของเทคโนโลยีหรือการเปลี่ยนแปลงของโลกแต่อย่างใด

การเทรดคริปโทฯ เป็นเสมือนอีกตลาดหนึ่งของนักลงทุนที่ต้องยอมรับความเสี่ยงสูงมาก ซึ่งอาจทำให้เราสูญเงินไปทั้งหมดก็เป็นได้ จึงไม่ควรเสี่ยงที่จะนำเงินเก็บทั้งหมดหรือกู้ยืมเงินมาเล่น หรือเข้าไปเล่นแล้วให้เหตุผลว่าเพื่อให้เข้าใจอนาคต ซึ่งบางคนก็มองว่าตลาดคริปโทฯ ที่ซื้อขายกันไปมาเป็นการพนันอีกรูปแบบหนึ่ง

แต่สินทรัพย์ดิจิทัลยังมีอีกหลายรูปแบบ เช่น เงินคริปโทฯ ที่เป็น Stablecoin หรือสกุลเงินดิจิทัล CBDC ที่ธนาคารกลางในหลายๆ ประเทศเป็นผู้ออก มีแนวโน้มที่จะนำมาชำระค่าสินค้าและบริการได้ตามกฎหมาย ดังนั้นอนาคตของการใช้สกุลเงินดิจิทัลเพื่อแทนที่เงินสด โดยเฉพาะการใช้งานในโลกออกไลน์ยังมีโอกาสค่อนข้างสูง ซึ่งถ้า Metaverse ออกมาใช้งานได้จริงก็อาจเห็นการใช้สกุลเงินดังกล่าว แต่เหรียญเหล่านั้นคงต้องเป็นเหรียญหรือสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงจากความผันผวนของมูลค่าที่ต่ำ และเมื่อถึงเวลาออกมาใช้งานจริงและได้รับการยอมก็เชื่อว่าคงไม่ยากเกินไปที่ผู้คนจะสามารถปรับตัวใช้เงินเหล่านั้นเหมือนที่เราใช้พร้อมเพย์ในปัจจุบัน

นอกจากนี้ยังมีเรื่องโทเคนดิจิทัลที่ในปัจจุบันเริ่มมีหลายหน่วยงานในบ้านเรามีการเสนอขายโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุน โดยมีข้อมูลการเสนอและร่างหนังสือชี้ชวนที่ชัดเจน ผ่านตัวแทนที่ได้รับอนุญาต ซึ่งก็มีความเสี่ยงต่ำกว่าการเทรดคริปโทฯ มาก และก็เป็นรูปแบบใหม่ของการระดมทุนที่คล่องตัวกว่าการระดมทุนโดยการออกหุ้นในตลาดหลักทรัพย์

ดังนั้นเราคงต้องแยกให้ชัดระหว่างตลาดการเทรดคริปโทฯ มองว่าเป็นการลงทุนเพื่อเรียนรู้อนาคต กับอนาคตที่แท้จริงของสินทรัพย์ดิจิทัลซึ่งกำลังเปลี่ยนโลก โดยไม่ได้จำกัดแค่การเทรดคริปโทฯ ที่มีความผันผวนสูง เหมือนทุกวันนี้คนจำนวนมากอยู่กับสินทรัพย์ปัจจุบันได้โดยไม่ต้องเล่นหุ้น แต่ก็มีความมั่นคงในชีวิตได้และหลายคนก็อาจเป็นคนรวยได้โดยไม่ต้องเล่นหุ้น