วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

Leading-back-to-Thailand นอกแวดวงธุรกิจทั่วโลก

ปี 2016 กำเนิดคอลัมน์แรกของ Leading-out-of-Thailand กับ ดร. ธัญ เล่าเรื่องราวการเรียนรู้ด้าน Leadership Development กับองค์กรต่างๆนอกแวดวงธุรกิจในเมืองไทย ทั้ง ASEAN Asia และ Global

หกปีผ่านไป มิ.ย. 2022 จะเป็นคอลัมน์แรกของ Leading-back-to-Thailand

ชื่อจริงๆ ของคอลัมน์คงไม่ใช่อย่างนี้หรอกครับ ผมเพียงอยากเล่าให้คุณผู้อ่านฟังว่า ถึงเวลากลับบ้านของ Expat คนนี้แล้ว หลังจากต่อสู้ศึกในสมรภูมิต่างชาติมาหลายยก

เป้าหมายหลักของผมในการก้าวออกจากประเทศไทย Hello World คือการพิสูจน์ตัวเองว่า กับเรื่อง Leadership คนไทยจะสามารถก้าวขึ้นไปแข่งกับคนชาติอื่นๆในระดับสากลได้ไหม

บางท่านอาจจำได้ ตอนนั้น CEO ของ Iclif บอก head hunter ว่า He (Thun) is Thai. I think we will pass. ถ้าธัญเป็นคนไทยเค้าขอผ่าน เพราะเมืองไทยไม่มีชื่อเสียงเรื่องภาวะผู้นำ ทำให้เกิดแรงฮึดส่วนตัวในการทำให้เขาเห็นว่ามันไม่จริง คนไทยก็เก่งเรื่องนี้ได้ไม่แพ้ชาติใดในโลก ไม่ต่างอย่างไรกับสาขาอื่นๆอีกมากมาย

จาก Iclif ในระดับเอเชีย ก้าวสู่ Asia School of Business ในระดับสากล

จาก Director of Research and Curriculum ปรับมาเป็น Professor of Practice และ International Faculty Fellow ของ MIT

จากการพูดในห้องหลักสิบ ก็กลายมาเป็นเวทีหลักพัน จากผู้ฟังส่วนมากเป็นคนในเอเชีย ตอนนี้มีมาจากทั่วทุกมุมโลก อเมริกา ยุโรป อเมริกาใต้ กระทั่งแอฟริกา

เพื่อน Expat ร่วมรุ่นที่เริ่มมาด้วยกัน 5-6 คน อเมริกัน ออสเตรเลียน อินเดียน ปัจจุบันเหลือผมอยู่รอดในบริษัทเพียงคนเดียวกับการต่อสัญญาหลายครั้ง ฉบับปัจจุบันก็ยังมีอยู่ถึงปี 2023

ผมได้ข้อพิสูจน์แล้วว่า คนไทยก็แน่ไม่แพ้ใคร ลูกๆ ก็ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ชีวิตจนเติบโตได้ในวิถีของตน เป้าหมายหลักบรรลุสมประสงค์ทุกประการ ผมจึงอยากเปลี่ยนแนวไปทำงานเชิง Philanthropy ช่วยสนับสนุนคนไทยให้เกิดก้าวเล็กๆ สู่ระดับสากลบ้าง

Thailand สู่ The World

 ข้อคิดสู่ผู้นำสมอง

Content Owner จะรอดในเวทีโลกต้องมีอะไรที่เป็นของเราเอง การทำงานเป็นวิทยากรนั้นจริงๆไม่ยากนัก แค่รักการช่วยเหลือผู้คน มนุษยสัมพันธ์ดี ขยันอ่าน หมั่นเล่าเรื่อง เอาตำราฝรั่งมาแปลงให้คนไทยฟัง เท่านี้ก็พอมีที่ยืนในอาชีพนี้ได้

แต่ถ้าจะก้าวสู่สากล ต้องมี Content เป็นหลักให้เกาะ ผมโชคดีที่ทำเรื่อง Brain-Based Leadership มาเป็นสิบปี มีโมเดลด้าน Leadership หลายตัว ทั้ง BASE SAFER Freedom Within Framework Leadership Energy Journey ให้อาศัยประคองตัวรอดตลอดมา

Learning and Agility วันที่บินมาสัมภาษณ์ CEO ถามผมว่า How much ego do you have? ยูมีทิฐิแค่ไหน ผมตอบว่า Zero ไม่มีเลยสักนิด เพราะผมถือว่าทุกอุปสรรคอันเข้ามาล้วนเป็นโอกาสในการเรียนรู้ทั้งสิ้น ตั้งแต่ช่วงแรกที่ถูกดองงานเพราะต่างชาติต่างภาษา คนไม่ศรัทธาเนื่องจากอายุน้อย ปีนเกลียวกับเจ้าถิ่น มีเสียงบ่นจากลูกค้าซึ่งยังไม่รู้จักเรา ฯลฯ ทุกเหตุการณ์ผมใช้ยิ้มสยามเป็นตัวช่วยเสมอ Smiling does not mean I agree; it just means that I'm listening and learning

หลังจากทำงานมา 2-3 ปี ผมถามบริษัทว่าทำไมจึงรับผมเข้ามาร่วมทีม คำตอบคือยูมี Humble Confidence ที่น่าทึ่ง หมายความว่าอย่างไร? เขาอธิบายว่ามันเป็นออร่าในการทำให้คนเชื่อถือโดยไม่หมั่นไส้ สามารถปรับตัวได้กับทุกสถานการณ์ และทุกคนรักที่จะทำงานด้วย

English จะอย่างไร ทักษะด้านภาษาอังกฤษก็ยังสำคัญมากต่อการก้าวสู่ระดับสากล จริงอยู่ คนไทยในปัจจุบันเก่งภาษาอังกฤษกันขึ้นมากแล้วหากเทียบกับสมัยก่อน เราติดต่อธุรกิจค้าขายสินค้าได้ไม่ติดขัด แต่การเป็นผู้นำต้องการมากกว่านั้น ความสามารถในการเข้าถึงหัวใจผู้ตามต้องอาศัยศิลปะทางภาษา ถ้าเราก้าวขึ้นยืนต่อหน้าคนหลากหลายชาติแล้วยังตะกุกตะกัก ภาษาไม่สละสลวยตามมาตรฐานสากล มันก็ยังยากจะสร้างความประทับใจ

บางคนอาจแย้งว่าไม่จริง เราเป็นคนไทยภาษาอังกฤษไม่ใช่ภาษาที่พูดมาตั้งแต่เกิด ได้เท่านี้ก็ดีถมไปแล้ว ผมอยากให้ลองฟังผู้นำไทยเก่งๆ เวลาเขาเหล่านั้นต้องเปลี่ยนจากภาษาไทยไปใช้ภาษาอังกฤษ คุณยังรู้สึกทึ่งและศรัทธาในเนื้อหาเหมือนเดิมหรือเปล่า แล้วคนต่างชาติที่ไม่เข้าใจภาษาไทย เขาจะรู้สึกอย่างไร

ข้อดีคือ ภาษาอังกฤษของผู้นำนั้นฝึกได้ไม่ต่างอะไรกับทักษะด้านอื่นๆ เพียงมีโค้ชและความมุ่งมั่นเท่านั้น ก็เหลือจะพอครับ

หากใครมีโจทย์ด้านการพัฒนาผู้นำไทยให้ก้าวสู่ระดับสากล ติดต่อทักแชทกันมาได้นะครับ ตั้งแต่กลางปี 2022 ผมคงเริ่มมองหาโอกาสใหม่ๆ ในการไล่ตามความฝัน Leading-back-to-Thailand

แล้วพบกันครับ