background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

ภาพยนตร์ไทยยุคโควิด ทิศทางหลังเปิดประเทศ ชูมรดกวัฒนธรรม โอกาส Soft Power

ภาพยนตร์ไทยยุคโควิด ทิศทางหลังเปิดประเทศ ชูมรดกวัฒนธรรม โอกาส Soft Power

เปิดมุมมอง ภาพยนตร์ไทยยุคโควิด ทิศทางหลังเปิดประเทศ ..มรดกวัฒนธรรม โอกาส Soft Power ยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์

เหลียวหน้าแลหลัง ภาพยนตร์ไทยยุคโควิด กรณีทิศทางหลังเปิดประเทศ ซึ่งต้องใช้มรดกวัฒนธรรม เพื่อโอกาส Soft Power ในการยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทย

นับตั้งแต่ไทยเริ่มระบาด โควิด-19 ทั่วประเทศ เมื่อต้นปี 2563 ส่งผลให้เกิดมาตรการล็อกดาวน์ ปิดเมือง ปิดประเทศ หลายระลอก ซึ่งกระทบวงการภาพยนตร์ได้รับผลกระทบต่อเนื่อง

ปีที่แล้ว 2563 หนังไทยเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ ประมาน 37 เรื่อง โดยเฉลี่ยไทยผลิตและฉายออกแต่ละปีประมาณ 50-70 เรื่อง และในระบบ Streaming ประมาณ 17 เรื่อง

จากภาพยนตร์ไทย 30 กว่าเรื่องนั้น มีหนังทำเงินประมาณ 5-6 เรื่อง เช่น อีเรียมซิ่ง - ผู้กำกับฯพฤกษ์ เอมะรุจิ ค่ายเอ็ม พิคเจอร์ส โรงหนังเมเจอร์ รายได้ 200 ล้าน , พี่นาค2 - ผู้กำกับฯไมค์ ภณธฤต ค่ายไฟว์สตาร์ รายได้ 101 ล้าน , อ้าย..คนหล่อลวง - ผู้กำกับฯเมษ ธราธร ค่ายจีดีเอช รายได้ 97 ล้าน และ มนต์รักดอกผักบุ้ง เลิกคุยทั้งอำเภอ - ผู้กำกับฯเอกชัย ศรีวิชัย ค่ายM39 รายได้ 43 ล้าน เป็นต้น

ปีนี้ 2564 ถึงเดือน พ.ย. มีหนังไทยเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ประมาณ 13 เรื่อง เข้าฉายแบบ ระบบ Streaming 3 เรื่อง มีหนังที่น่าจะได้เงินอย่าง ร่างทรง - ผู้กำกับฯบรรจง ปิสัญธนะกูล ค่ายจีดีเอช รายได้ทะลุ 100 ล้าน เป็นต้น

ในช่วงสองปีที่ไทยประสพวิกฤติโรคระบาดเช่นทั่วโลก ทำให้ผู้สร้าง ผู้ผลิต และผู้กำกับภาพยนตร์ไทยประสพปัญหาไปด้วย นอกจากหนังจะเลื่อนฉาย และพับแผนถ่ายทำหนังเพราะปัญหาล็อกดาวน์แล้ว บรรดาหนังไทยที่เข้าโรงส่วนใหญ่เป็นหนังตลกอิงกับท้องถิ่น และใช้ทุนน้อย

น่าสนใจว่า "ทิศทางภาพยนตร์ไทย" หลังจากนี้จะเดินไปอย่างไร ดูจากกรณีค่ายเอ็ม เทอร์ตี้ไนน์ หรือ M39 ดึงคนดัง อย่าง หม่ำ จ๊กมก เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา ทำหนังตลกท้องถิ่นอีสาน และศิลปินดัง เอกชัย ศรีวิชัย ทำหนังตลกท้องถิ่นปักษ์ใต้ ซึ่งทำหนัง อย่าง มนต์รักดอกผักบุ้ง เลิกคุยทั้งอำเภอ และ อีหล่าเอ๋ย ยอดรายได้ทะลุเป้ามาแล้ว (อ้างอิง - ทิศทางใหม่ของ ‘M39’ ในยุค ‘ปัญชลีย์ นิธิจิระโรจน์’)

สะท้อนว่า "หนังท้องถิ่นนิยม" ยังขายได้และยังคงเดินหน้า หลังช่วง 4-5 ปีมานี้ หนังลักษณะดังกล่าวถูกผลิตออกมาอย่างต่อเนื่อง

เช่นเดียวกันกับ "เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์" เบอร์ใหญ่โรงภาพยนตร์ ประกาศเจาะ 77 จังหวัด ผลิตหนังไทยโกยเงินภูธร มองข้ามช็อตไปสู่ปีหน้า 2565 ทิศทางการขับเคลื่อนธุรกิจโรงภาพยนตร์ จะเดินหน้าขยายสาขาสู่ต่างจังหวัดให้ครบ 77 จังหวัด และต่อจิ๊กซอว์สู่ระดับ “อำเภอ” เพื่อตอบสนองคอหนังภูธร

ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่จะผลักดันให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์เติบโตต่อเนื่อง โร้ดแมปปีหน้าของเมเจอร์ฯ จะมุ่งขยายโรงภาพยนตร์ไปยังต่างจังหวัดทั้งหมด เน้นหัวเมืองหลัก เมืองรอง ไม่มีกรุงเทพฯ ซึ่งปัจจุบันต่างจังหวัดกำลังสร้างรายได้ให้บริษัทเกินกว่า 60%

เมเจอร์พร้อมลุยผนึกพันธมิตรสร้างภาพยนตร์ไทย เพื่อเอาใจคนท้องถิ่น(Local) หลังจากรัฐคลายล็อกให้ผู้ผลิตออกกอง ทีมงานรวมตัวกันได้ 200 คน ซึ่งเป้าหมายปีหน้าบริษัทจะสร้างหนังไทยป้อนตลาดกว่า 20 เรื่อง

 

นรุตม์ เจียรสนอง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายการตลาด บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมหนังไทยมีผู้ผลิตที่แข็งแกร่งมากขึ้น และโอกาสทางการตลาดของคอนเทนท์หนังไทยเปิดกว้างจากการมีแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งออนไลน์ จึงต้องการให้ตั้งกองทุน การให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ แก่ผู้ประกอบการเพื่อสนับสนุนหนังไทยเสริมแกร่งให้กับ Soft Power ของไทยแข่งขันกับนานาประเทศได้ (อ้างอิง - เมเจอร์ฯ จัดทัพโรงหนังปี 65 เจาะ 77 จังหวัด ผลิตหนังไทยโกยเงินภูธร

สำหรับผู้เขียนเอง มองว่าภาพยนตร์ไทยคือ ศิลปะพาณิชย์สำคัญในการช่วยให้ Soft Power ของเรา ได้เผยแพร่มรดกวัฒนธรรม ทำให้เกิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้

ทว่า จวบจนไตรมาส 3 ของปีนี้แล้ว ภาพยนตร์ไทยกลับไม่ได้รับการผลักดันจากรัฐบาล ดังที่ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ รายงานสถานการณ์ทางสังคมที่สำคัญไตรมาสสาม ปี 2564 (22 พ.ย. 64) ระบุว่า ประเทศไทยทรงอิทธิพลด้านวัฒนธรรมเป็นอันดับที่ 5 ของโลก จาก 165 ประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางที่ประเทศไทยพยายามผลักดันและส่งเสริมวัฒนธรรมที่มีศักยภาพ 5F ได้แก่ 
1) อาหาร (Food)
2) ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ (Film)
3) ผ้าไทยและการออกแบบแฟชั่น (Fashion) 
4) มวยไทย (Fighting)
5) การอนุรักษ์และขับเคลื่อนเทศกาล ประเพณีสู่ระดับโลก (Festival)

แต่ปรากฎว่า การตั้งเป้าหมายและแผนการดำเนินงาน ปัจจุบันประเทศไทยมีนโยบายที่ใกล้เคียงกับ Soft Power คือ การส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ Creative Economy เป็นแนวคิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจบนพื้นฐานของการใช้องค์ความรู้ การศึกษา การสร้างสรรค์งาน การใช้ทรัพย์สินทางปัญญา ที่เชื่อมโยงกับพื้นฐานทางวัฒนธรรม ตลอดจนการสั่งสมความรู้ของสังคมและเทคโนโลยีนวัตกรรม ในการผลิตสินค้าและบริการใหม่เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ซึ่งแนวทางการขับเคลื่อนดังกล่าวเป็นการนำวัฒนธรรมมามีส่วนร่วมในสินค้าและบริการ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ Soft Power และจำเป็นต้องมีการขับเคลื่อนให้เกิดการรับรู้ และยอมรับในสินค้าและบริการ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีแผนการดำเนินงานที่ชัดเจน

ทั้งนี้ ผู้เขียนประเมินจากความคิดเห็นของ "นักวิชาการ" สะท้อนว่า ปัญหาใหญ่ของภาพยนตร์ไทยไม่ไปไหนมาไหนเสียที เพราะบางกระทรวงที่เกี่ยวข้อง บางหน่วยงานรัฐที่อยากมีเอี่ยว ต่างมองเรื่อง "งบประมาณ" จากรัฐบาลที่อาจจะกู้มาให้ดำเนินการ มากกว่า "เนื้องาน" ที่จะต้องเร่งทำเพื่อให้วงการภาพยนตร์ไทยเกิดความคึกคักขึ้น

ขณะที่ ความคิดเห็นของ "คนในวงการภาพยนตร์" สะท้อนว่า ทำไมไม่ตัดปัญหาการไม่ทำงานของหน่วยงานรัฐที่รอแต่งบประมาณ โดยไปสนับสนุนงบให้ภาคเอกชนที่เชี่ยวชาญการสร้างภาพยนตร์ น่าจะคล่องตัวในการกระจายทุน ให้คนทำหนังกลุ่มต่างๆ ได้รวดเร็วและเกิดชิ้นงานต่อเนื่อง เป็นผลงานของรัฐบาลทันที ไม่ง่ายกว่าหรือ

อย่างไรก็ตาม ความเข้มแข็งของคนในวงการภาพยนตร์ไทย จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าให้งบหรือทุน "น้อยเกินไป" ไม่สอดรับกับความเป็นจริงของค่าครองชีพ กลายเป็นภาวะเตี้ยอุ้มค่อม โดยเฉพาะการทำตลาดหนังท้องถิ่น โดยมุ่งใช้ต้นทุนต่ำ ซึ่งเป็นทิศทางตอนนี้ที่พอขายหนังได้ แต่มาตรฐานจะดีพอจนเป็น Soft Power ให้ประเทศ กลายเป็นแหล่งดึงดูดการท่องเที่ยวและการลงทุนในระยะยาวหรือไม่ เป็นเรื่องน่าหนักใจยิ่ง.