background-default

วันพุธ ที่ 14 มกราคม 2569

Login
Login

การสร้างภาพยนตร์ สร้างแรงจูงใจ สร้างหนุ่มสาวโรงงานยุคใหม่

การสร้างภาพยนตร์ สร้างแรงจูงใจ สร้างหนุ่มสาวโรงงานยุคใหม่

เปิดมุมมอง สะท้อนนโยบาย "นายกฯ" ..การสร้างภาพยนตร์ สร้างแรงจูงใจ สร้างหนุ่มสาวโรงงานยุคใหม่ แง่มุมนักวิชาการและผู้กำกับภาพยนตร์

พลันได้ยินไอเดีย "ลุงตู่" พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2564 กรณีการผ่อนคลายการล็อคดาวน์โควิด-19 เรื่องแก้ปัญหาแรงงาน สั่งการให้ดูว่าคนว่างงานนั้นจะทำอย่างไร จบแล้วไม่มีงานทำ 

หลายคนไม่อยากทำโรงงาน วันนี้ได้มอบหมายให้กระทรวงแรงงานและกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ช่วยกันทำว่าโรงงานปัจจุบันเป็นสภาพไหนแล้ว วันนี้มีอุตสาหกรรมใหม่ๆ มีความทันสมัยมากขึ้น หลายคนยังมองโรงงานสภาพเดิมอยู่ 

ขณะนี้กำลังจะทำให้ทำหนังสั้นออกมาให้ดู เพื่อให้คนไทยทุกคนมาทำงานในโรงงาน ไม่เช่นนั้นก็ต้องพึ่งพาเพื่อนบ้านอยู่อย่างนั้น

วันนี้ก็ขาดแรงงานมากพอสมควร คนไทยไม่ยอมทำ โทษเขาไม่ได้ แต่วันนี้จะต้องทำให้เขาเห็นว่า แรงงานไม่ใช่แรงงานที่เหมือนเดิมแล้ว รายได้มากเป็นหมื่นและมากกว่าแรงงานขั้นต่ำ (อ้างอิง - นายกฯจ่อออกหนังสั้นจูงใจคนไทยทำงานโรงงาน)

ก่อนอื่น ผู้เขียนเข้าใจว่า นายกรัฐมนตรีไปลงพื้นที่น้ำท่วม ในต่างจังหวัดภาคอีสาน จึงเสนอไอเดียแก้ปัญหาแรงงาน ซึ่งอย่างที่ทราบว่า ก่อนหน้านี้พี่น้องประชาชนที่ทำงานในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล ต่างกลับมารักษาตัวจากโควิดระบาด และบางรายก็กลับมาบ้านเกิดเพราะตกงานหรือไม่มีงานทำ

พี่น้องแรงงานเหล่านั้น อาจยังไม่กลับไปในระบบบริษัทหรือโรงงาน ทำให้ระบบการผลิตในอุตสาหกรรมมีปัญหาขาดแคลนแรงงาน ซึ่งเคยมีปัญหามาก่อนหน้านี้แล้ว ยังพบภาวะเช่นนี้อาจทำให้กลายวิกฤติ ส่งผลให้ทุนต่างชาติย้ายโรงงานไปยังประเทศอื่น สูญเสียการจ้างงานและมูลค้าทางเศรษฐกิจ

ว่ากันตามจริง! จะใช้สื่อของรัฐในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนที่ตกงานหรือกำลังหางานให้สนใจการทำงานในโรงงานก็มีให้เห็นมาทุกรัฐบาล

ทว่า กรณีนายกฯประกาศจะใช้สื่ออย่าง "ภาพยนตร์" ในประเภทหนังสั้นในการจูงใจนั้น น่าคิดเหมือนกัน

อย่างที่ทราบว่า ยุคสมัยนี้แพลตฟอร์ม "โซเชียลมีเดีย" ทรงอิทธิพลอย่างสูง ทำให้คอนเทนต์ประเภทคลิปวีดีโอ ขนาดยาวและสั้น กลายเป็นชิ้นงานที่สร้างการรับรู้และกลายเป็นไวรัล ซึ่งถ้าคอนเทนต์นั้นหลากหลายและต่อเนื่อง จะตอกย้ำเป้าหมายและสามารถชักจูงใจก็เป็นได้

ผู้เขียนคิดว่าท่านนายกฯคงมีทีมงานช่วยคิดช่วยเสนอไอเดียมาเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว จึงพูดเรียกคะแนนนิยมระหว่างลงพื้นที่พบปะประชาชน

โดยส่วนตัวแล้ว ไม่ได้ค้านแนวคิดท่านนายกฯ ที่อยากให้แรงงานกลับสู่ระบบ แต่อยากให้มันดีกว่านี้

จึงสอบถามนักวิชาการและนักวิจัยด้านการภาพยตร์ในเรื่องนี้

อาจารย์นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านภาพยนตร์เกี่ยวกับ Soft Power แห่งมหาวิทยาลัยเก่าแก่ย่านปทุมวัน มองว่า นโยบายดึงคนไทยกลับไปทำงานโรงงาน แล้วใช้หนังเป็นสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ เรื่องนี้คงต้องแบ่งเป็นสองเรื่อง คือเรื่องนโยบายกับ เรื่องหนัง

หากแง่ของหนัง มองว่านายกฯอาจไม่เข้าใจ เหมือนสั่งการมาเป็นครั้งๆ ไป จริงๆ ถ้าจะทำหนังเพื่อจูงใจ มันควรทำเป็นวาระแห่งชาติเหมือนเกาหลีใต้ ไม่ใช่มาจูงใจเป็นเรื่องๆ มีประเด็นอะไรที่อยากปรับก็นำมาใส่ ทำหนังให้ต่อเนื่อง เป็นระบบ สร้าง national character 

การที่คนไทยไม่ทำงานโรงงานมันอาจมีสาเหตุมากกว่านั้น จำต้องใช้ความเข้าใจด้านสังคม ประชากร มันไม่น่าใช่ปัญหาแค่ว่าคนชอบไม่ชอบแล้วใช้หนังสร้างแรงจูงใจ แล้วมีทีท่าสงวนงาน คนต่างด้าว ต่างชาติพันธุ์กลายเป็นด้อยค่า กระทบความรู้สึกแรงงานเพื่อนบ้าน

ขณะที่ อาจารย์และผู้กำกับภาพยนตร์ แห่งมหาวิทยาลัยที่ราบสูงเมืองตักสิลา มองเรื่องนี้ว่า หากจะกระตุ้นให้คนทำงานโรงงาน ไม่จำเป็นต้องใช้สื่อหนังสั้นมากระตุ้นก็ได้ หากเงินดี สวัสดิการดี สามารถเลี้ยงครอบครัวได้ คนเขาก็ทำแล้ว ดังนั้น ไม่ต้องใช้หนังมาเปลี่ยน "ภาพจำ" ของหนุ่มสาวโรงงานก็ได้ เพราะถ้าเงินดี งานดี คนทำอยู่แล้ว มันอยู่ที่ว่ารัฐบาลจะกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไรมากกว่า

เหนืออื่นใด ผู้เขียนอยากจะพูดถึงภาพยนตร์ที่สื่อถึงหนุ่มสาวโรงงานที่เข้าพอเข้ายุคเข้าสมัย อย่าง ไอฟาย..แต๊งกิ้ว..เลิฟยู้ กำกับฯโดย เมษ ธราธร ค่ายจีทีเอช เมื่อปี 2557 นำแสดงโดย ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ และ ปรีชญา พงษ์ธนานิกร

การสร้างภาพยนตร์ สร้างแรงจูงใจ สร้างหนุ่มสาวโรงงานยุคใหม่

ภาพยนตร์เรื่องนี้ "ประกอบสร้าง" เส้นเรื่องให้หนุ่มโรงงานอยากเรียนภาษาอังกฤษเพราะอกหักมาพบติวเตอร์สาว จากเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง กลายเป็นหนังทำเงินไปกว่า 300 ล้านบาท ซึ่งจะพูดกันง่ายๆ หนังได้สร้างภาพมุมมองใหม่เกี่ยวกับหนุ่มโรงงานให้ดูเฟรนลี่ขึ้นจากภาพจำเดิมๆ เกี่ยวกับแรงงานใช้แรงและทำงานหนัก

ดังนั้น ถ้าท่านนายกฯ "ประยุทธ์" จะสนับสนุนนโยบายด้านการสร้างภาพยนตร์สร้างความจูงใจให้หนุ่มสาวรุ่นใหม่ระดับมัธยมที่ไม่เรียนต่อมหาวิทยาลัย หรือกลุ่มผู้ตกงานที่โยกย้ายกลับต่างจังหวัด ให้กลับมาทำงานในระบบโรงงานอุตสาหกรรมนั้น ทีมงานท่านนายกฯคงต้องศึกษาวิธีเล่าเรื่องของภาพยนตร์ ไอฟาย..แต๊งกิ้ว..เลิฟยู้ ไว้บ้างก็ดีเผื่องานจะสัมฤทธิ์ผลตามเป้าหมาย

ขณะเดียวกัน ผู้เขียนเพียรหวังว่า ท่านนายกฯจะรับฟังความคิดเห็นของนักวิชาการด้านภาพยนตร์ ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนเอง มองว่า การใช้สื่อภาพยนตร์ควรใช้ตามหลัก Soft Power สร้างประโยชน์บนเงื่อนไขในเอื้อพี่น้องแรงงาน ให้อยู่ในระบบอย่างยั่งยืนด้วย

....

ข่าวที่เกี่ยวข้อง