ผู้ว่าจากการเลือกตั้งกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัด | พงศ์นคร โภชากรณ์

ผู้ว่าจากการเลือกตั้งกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัด | พงศ์นคร โภชากรณ์

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา “นิด้าโพล” เผยผลการสำรวจความคิดเห็นจากประชาชนกว่า 1,300 ตัวอย่าง ทั่วประเทศ ยกเว้นกรุงเทพฯ ครอบคลุมทุกช่วงวัย เพศ อาชีพ และรายได้ ได้ผลการสำรวจที่น่าสนใจ 2 ประการ ได้แก่

1. อัตราส่วนระหว่าง อยากได้ผู้ว่าที่มาจากการเลือกตั้ง : ไม่อยากได้ผู้ว่าที่มาจากการเลือกตั้งและรู้สึกเฉย ๆ อยู่ที่ประมาณร้อยละ 85 : 15
2. อัตราส่วนระหว่าง ผู้ว่าที่มาจากการเลือกตั้งจะสร้างความแตกต่างของการพัฒนาได้ : ผู้ว่าที่มาจากการเลือกตั้งไม่น่าจะสร้างความแตกต่างของการพัฒนาได้และไม่แน่ใจ อยู่ที่ประมาณร้อยละ 85 : 15 เช่นกัน

ฉะนั้น ผมจึงสรุปเบื้องต้นว่า 1) การเลือกตั้งผู้ว่าคือทางเลือกที่ประชาชนมองว่าดีกว่าแบบเดิม 2) ประชาชนในแต่ละจังหวัดน่าจะพร้อมแล้วกับทางเลือกใหม่นี้ และ 3) ผู้ว่าราชการที่มาจากการเลือกตั้งจะนำพาจังหวัดไปสู่การพัฒนาที่ดีและเร็วกว่าเดิม

ที่จริงแล้วผลการสำรวจนี้ เหนือความคาดหมายของผมไปพอสมควร ผมเดาว่าผลโพลน่าจะออกมาสูสีกันทั้ง 2 ข้อ แต่พอเปิดไปอ่านข้างใน รู้สึกดีใจที่ผลเป็นไปในเชิงบวกมากกว่าที่คาด ผมจึงสนับสนุนผลโพลนี้เต็มที่ และอยากเห็นการเลือกตั้งผู้ว่าราชการทุกจังหวัดเหมือนกับกรุงเทพมหานครที่กำลังเข้าสู่โค้งสุดท้าย 

โดยมีประเด็นที่ผมอยากเสนออยู่ 5 ข้อ ดังนี้ 
1. อยากเห็นการแข่งขันกันเสนอนโยบายในการพัฒนาจังหวัด ซึ่งนโยบายนั้นต้องโดนใจชาวบ้าน มีความทั่วถึงทุกกลุ่มคนและพื้นที่ และทำได้จริงไม่เพ้อฝัน มีการนำข้อมูลในจังหวัดมาใช้ในการออกแบบนโยบายให้มากที่สุด

หน่วยงานบ้านเรามีข้อมูลระดับจังหวัดเยอะมาก แต่กลับนำมาใช้ประโยชน์น้อยมาก และควรเปิดให้ประชาชนในจังหวัดมีส่วนร่วมในการเสนอนโยบาย นโยบายควรมีความหลากหลายไปตามอำเภอที่มีบริบทไม่เหมือนกัน 

ทุกวันนี้นโยบายในพื้นที่ล้อตามแผนพัฒนาภาพใหญ่เกือบทั้งหมด โดยคำนึงถึงความแตกต่างของพื้นที่ อำเภอ ตำบล น้อยมาก หรือบางนโยบายเกิดคำถาม เช่น มาจากประชาชนในจังหวัดหรือพื้นที่หรือไม่ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้จริง ๆ หรือไม่ เป็นนโยบายเดิม ๆ ที่ลอกกันมาใช่หรือไม่ มีการประเมินผลสำเร็จหรือล้มเหลวบ้างหรือไม่ เป็นต้น  
 
2. อยากเห็นการประชันความคิดสร้างสรรค์ มีนวัตกรรมเชิงนโยบายที่ทันสมัย แต่จับต้องได้ โดยใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ เช่น Big Data ดาวเทียม โดรน กล้องวงจรปิด Sensor เป็นต้น ของเล่นพวกนี้เอามาคิดนโยบายได้มากมาย เช่น แผนที่ร้านค้าที่เข้าโครงการรัฐบนถนนสายต่าง ๆ เป็นต้น รวมทั้งทีมงานควรมีความหลากหลายขององค์ความรู้ 

ผมเชื่อว่าในแต่ละจังหวัดนักพูด นักคิด นักวางแผน นักการตลาด นักไอที รวมทั้งปราชญ์ชาวบ้านอยู่มาก ที่สามารถดึงมาเป็นทีมงานได้ ส่วนตัวอย่างเห็นผู้ว่าราชการที่มีหัวคิดทันสมัย ก้าวทันเทคโนโลยี แต่พูดจาภาษาชาวบ้านได้

ผู้ว่าจากการเลือกตั้งกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัด | พงศ์นคร โภชากรณ์

จริง ๆ ลองดูนโยบายของผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานครดูก็ได้ หลายอย่างเอาไปใช้กับต่างจังหวัดได้เลย ผมคิดว่ายิ่งแข่งขัน ยิ่งมีแนวคิดสร้างสรรค์ดี ๆ ออกมา หลายครั้งที่ผมออกไปบรรยายหรือลงพื้นที่ต่างจังหวัด พอไปอ่านยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด พบว่า เนื้อหาคล้าย ๆ กันจนแทบแยกไม่ออกว่านี่คือจังหวัดอะไร

3. อยากให้มีข้อกำหนดว่าคนที่ลงสมัครต้องเป็นคนจังหวัดนั้น หรืออาศัย หรือทำงานในจังหวัดนั้นไม่น้อยกว่า 10 ปี เพื่อต้องการคนที่เห็นปัญหาจริง ๆ ทั้งในแนวกว้างและลึก เข้าใจบริบทของเศรษฐกิจและสังคมในจังหวัดของตัวเอง เข้าใจข้อจำกัดและช่องว่างการพัฒนาในแต่ละอำเภอ

เข้าใจวิถีชีวิตความเป็นอยู่ อ่านทิศทางและเป้าหมายของการพัฒนาของจังหวัดที่สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศและของอำเภอต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับการพัฒนาจังหวัดได้ ที่สำคัญนี่คือบ้านของเขา เขาเกิดที่นี่ มีพ่อแม่ญาติพี่น้องที่นี่ ตั้งรกรากที่นี่ และตั้งใจจะตายที่นี่ ผมว่าอันนี้ คือ แรงขับเคลื่อนที่มากกว่าระบบอื่นแน่นอน  

ผู้ว่าจากการเลือกตั้งกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัด | พงศ์นคร โภชากรณ์

4. อยากให้มีการเปิดกว้างด้านระดับการศึกษา สาขาที่จบ และสาขาอาชีพที่ทำงาน เพราะผมเชื่อว่า ตำแหน่งผู้ว่าราชการต้องการคนที่เข้าใจความหลากหลายและความแตกต่างของคนและพื้นที่ ไม่ควรผูกขาดว่าต้องเรียนสูง เรียนเก่ง ฐานะดี หรือเป็นอาชีพที่มีหน้ามีตาในจังหวัด และสิ่งที่เขาเป็นไม่ควรเป็นอุปสรรคต่อการมุ่งมั่นพัฒนาบ้านของตัวเอง 

ประเด็นนี้ต้องดูทีมงานและการทำงานเป็นทีม ผสมผสานความรู้ในตำราและประสบการณ์ในโลกความจริง คนรุ่นเก่าที่เห็นอดีตเป็นบทเรียนและคนรุ่นใหม่ที่เห็นอนาคตเป็นบทพิสูจน์

ถ้าถามง่าย ๆ ว่า ระดับประเทศใครเป็นแม่ทัพเศรษฐกิจ คำตอบคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ แต่พอถามว่า แล้วระดับจังหวัด ใครเป็นแม่ทัพเศรษฐกิจ คำตอบคือไม่มี แล้วทิศทางเศรษฐกิจของจังหวัดจะไปทางไหน

5. อยากให้มีวาระการดำรงตำแหน่งแค่ 2 ปี สั้น ๆ แต่ได้คุณค่า เพราะอยู่ยาว อาจเกิดการสั่งสมอำนาจบารมีและเอื้อประโยชน์แก่เครือญาติพวกพ้อง ผมว่า 2 ปีกำลังดี สามารถเป็นติดกันได้ 2 วาระ (รวม 4 ปี) คิดนโยบายเศรษฐกิจและสังคมระยะสั้น - กลาง ที่สามารถทำให้เห็นผลได้ภายใน 1 – 2 ปี

เช่น เอาข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) และข้อมูลสะท้อนปัญหาพื้นที่ (กชช.2ค.) มากางเลยว่า 2 ปีนี้จะทำอะไรบ้าง การสร้างงาน การสร้างรายได้ การพัฒนา OTOP การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวจะทำอย่างไร เป็นต้น 

พวกนี้สามารถทำได้ภายใน 1-2 ปี ถ้าทำได้ดี เห็นความแตกต่างก่อนและหลังการเข้ามาเป็นผู้ว่า สมัยหน้าก็อาจจะถูกเลือกได้อีก แต่ต้องหากลไกในการป้องกันการส่งไม้ผลัดการเอื้อประโยชน์ ส่วนโครงการระยะยาว เช่น โครงสร้างพื้นฐาน รถไฟฟ้า ถนน ปล่อยให้รัฐบาลทำ  

แม้ผมจะไม่มีสิทธิเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานคร แต่พอดูนโยบายของผู้สมัครแต่ละคน เราเห็นความหลากหลายหลายนโยบายผมว่าดีมาก บางอย่างคิดไม่ถึง น่าจะมาจากการตกผนึกทางแนวคิดพอสมควร มีการเอาปัญหาและข้อเท็จจริงที่ชาวบ้านสะท้อนมาถึงตัวผู้สมัครและทีมงานเป็นตัวตั้ง

แล้วใช้ข้อมูลตัวเลขมาวิเคราะห์สนับสนุน ออกแบบกลไกการแก้ปัญหาที่ทำได้จริง และมีการนำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาช่วยในการนำเสนอและอธิบายแบบง่าย ๆ ให้ประชาชนเข้าใจ และทำให้ประชาชนมีความรู้สึกร่วม

การนำเสนอผ่านป้ายหาเสียง การเดินเท้าเข้าตรอกซอกซอย การปราศรัยกับคนหมู่มาก การจับเข่าคุยกับคนถึงหน้าประตูบ้าน บรรยายกาศเหล่านี้ ถ้าเกิดขึ้นกับต่างจังหวัด ผมเชื่อว่าจะทำให้คนต่างจังหวัดหันมาให้ความสำคัญกับบ้านของตัวเองมากขึ้น เกิดการตื่นตัว เศรษฐกิจคึกคักขึ้น และที่สำคัญกว่านั้น ผมเชื่อว่า ภายใน 5-10 ปี แต่ละจังหวัดจะพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดดในแบบฉบับของตัวเองอย่างแน่นอน 

บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน มิได้ผูกพันเป็นความเห็นขององค์กรที่สังกัด.
คอลัมน์ ตีโจทย์เศรษฐกิจ 
พงศ์นคร โภชากรณ์
ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเศรษฐกิจมหภาค
สำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค
สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)  
[email protected]