วันศุกร์ ที่ 23 ตุลาคม 2569

Login
Login

คนรุ่นใหม่เมินบ้านหลังใหญ่ดันเทรนด์ความคุ้มค่า ประหยัดพลังงานบูม

ข้าวยากหมากแพง! สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านชี้ คนรุ่นใหม่เมินบ้านหลังใหญ่ ดันเทรนด์ คุ้มค่า ประหยัดพลังงานบูม

KEY POINTS

  • คนรุ่นใหม่เปลี่ยนค่านิยมจากการสร้างบ้านหลังใหญ่เพื่อแสดงฐานะ มาเป็นการเลือกบ้านที่เน้นความคุ้มค่า ตอบโจทย์การใช้งานจริง และประหยัดพลังงาน
  • ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนเทรนด์นี้คือขนาดครอบครัวที่เล็กลง และความต้องการควบคุมค่าใช้จ่ายระยะยาว ทั้งค่าพลังงานและค่าบำรุงรักษา
  • ข้อมูลจากงานมหกรรมรับสร้างบ้านชี้ว่าบ้านราคา 2.5-10 ล้าน ได้รับความนิยมสูงสุด โดยครองสัดส่วนยอดจองถึง 72% ตอกย้ำความต้องการบ้านที่คุ้มค่าและเข้าถึงได้


สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านชี้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน จากการสร้างบ้านหลังใหญ่เพื่อสะท้อนฐานะ สู่บ้านที่ตอบโจทย์ชีวิตจริง ใช้พื้นที่ทุกตารางเมตรอย่างคุ้มค่า ประหยัดพลังงาน และลดภาระค่าใช้จ่ายระยะยาว สะท้อนผ่านยอดจองงาน “รับสร้างบ้านและวัสดุ EXPO 2026” มูลค่า 1,643 ล้าน บ้านราคา 2.5–10 ล้านบาทครองสัดส่วนถึง 72% ของจำนวนหลังที่จอง ตอกย้ำตลาดกำลังให้ความสำคัญกับความคุ้มค่ามากกว่าขนาด

บ้านยุคใหม่ ไม่ต้องใหญ่ที่สุด แต่ต้องตอบโจทย์ที่สุด

ภาพของบ้านในฝันกำลังเปลี่ยนไป เมื่อผู้บริโภครุ่นใหม่ไม่ได้วัดความสำเร็จจากขนาดบ้านหรือความโอ่อ่าของตัวอาคารเพียงอย่างเดียว แต่หันมาให้ความสำคัญกับคำถามที่ว่า บ้านหนึ่งหลังจะตอบโจทย์ชีวิตได้มากแค่ไหน และต้องแลกด้วยค่าใช้จ่ายเท่าใดตลอดระยะเวลาการอยู่อาศัย
 

อนันต์กร อมรวาที นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านเผยว่า พฤติกรรมของคนรุ่นใหม่และครอบครัวเริ่มต้นกำลังเปลี่ยนจากแนวคิด “บ้านหลังใหญ่” ไปสู่ “บ้านที่คุ้มค่ารอบด้าน” โดยให้ความสำคัญกับพื้นที่ใช้สอยที่เหมาะสมกับสมาชิกในครอบครัว ฟังก์ชันที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง การดูแลรักษาที่ไม่ยุ่งยาก และค่าใช้จ่ายในระยะยาว

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้ความคุ้มค่าของบ้านไม่ได้จำกัดอยู่ที่ราคาก่อสร้าง แต่ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบพื้นที่ การเลือกวัสดุ การประหยัดพลังงาน ไปจนถึงค่าบำรุงรักษาหลังเข้าอยู่อาศัย

สำหรับผู้ประกอบการรับสร้างบ้าน โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการนำเสนอแบบบ้านที่สวยงามหรือมีพื้นที่มากขึ้น แต่ต้องสามารถออกแบบบ้านให้เหมาะกับวิถีชีวิตของผู้อยู่อาศัยแต่ละกลุ่มได้อย่างแท้จริง ท่ามกลางพฤติกรรมผู้บริโภคที่รอบคอบกับการใช้จ่ายและมองต้นทุนในระยะยาวมากขึ้น

3 แรงเปลี่ยนเกม จากครอบครัวเล็กถึงต้นทุนพลังงาน

สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านวิเคราะห์ว่า การเปลี่ยนผ่านของแนวคิดการสร้างบ้านในกลุ่มคนรุ่นใหม่มีปัจจัยสำคัญ 3 ด้าน ซึ่งกำลังส่งผลต่อทั้งรูปแบบบ้านและการตัดสินใจลงทุนของผู้บริโภค

ครอบครัวเล็กลง พื้นที่ต้องพอดีกับชีวิต

เมื่อรูปแบบครอบครัวเปลี่ยนไปสู่ครอบครัวเดี่ยวหรือครอบครัวขนาดเล็กที่มีสมาชิกประมาณ 1–3 คน พื้นที่ขนาดใหญ่ที่ไม่ได้ใช้งานจริงอาจไม่ใช่คำตอบที่จำเป็นอีกต่อไป เพราะทุกตารางเมตรที่เพิ่มขึ้นย่อมมาพร้อมต้นทุนก่อสร้างและภาระดูแลรักษา

ผู้บริโภครุ่นใหม่จึงให้ความสำคัญกับการจัดสรรพื้นที่ให้เหมาะกับการใช้ชีวิตจริง ไม่ว่าจะเป็นห้องนั่งเล่นที่รองรับกิจกรรมร่วมกัน พื้นที่ทำงานที่บ้าน หรือห้องที่สามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้เมื่อสมาชิกในครอบครัวเพิ่มขึ้น

หัวใจของการออกแบบจึงอยู่ที่การใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด มากกว่าการเพิ่มขนาดบ้านโดยไม่จำเป็น

ความคุ้มค่า ต้องรวมการประหยัดพลังงาน

ความคุ้มค่าในยุคใหม่ไม่ได้หมายถึงการเลือกบ้านราคาถูกที่สุด แต่คือการลงทุนกับบ้านที่สามารถใช้ประโยชน์ได้เต็มที่และช่วยลดต้นทุนการอยู่อาศัยในระยะยาว

การออกแบบพื้นที่อเนกประสงค์ ห้องที่ปรับเปลี่ยนตามความต้องการ และการเลือกใช้วัสดุที่เหมาะสม จึงกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญ ขณะเดียวกัน การออกแบบบ้านให้สอดคล้องกับทิศทางแดดและลมธรรมชาติ การติดตั้งฉนวนกันความร้อน ตลอดจนการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ผ่านระบบโซลาร์รูฟ ล้วนเป็นทางเลือกที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานได้

แนวโน้มนี้สะท้อนว่าผู้บริโภคเริ่มมองบ้านเป็นการลงทุนระยะยาว โดยพิจารณาทั้งต้นทุนเริ่มต้นและค่าใช้จ่ายที่ต้องรับผิดชอบในแต่ละเดือน

ลดค่าใช้จ่ายแฝง วางแผนตั้งแต่วันออกแบบ

บ้านที่มีขนาดใหญ่เกินความจำเป็นอาจสร้างภาระมากกว่าที่คาดคิด ทั้งค่าไฟฟ้าจากการปรับอากาศ ค่าทำความสะอาด และค่าซ่อมบำรุงเมื่อวัสดุหรืออุปกรณ์เสื่อมสภาพตามอายุการใช้งาน

การเลือกขนาดบ้านให้เหมาะสมกับจำนวนสมาชิก ควบคู่กับการออกแบบที่คำนึงถึงการบำรุงรักษา จึงช่วยลดค่าใช้จ่ายสะสมตลอดอายุการอยู่อาศัยได้

นี่คือเหตุผลที่ผู้บริโภครุ่นใหม่ไม่ได้มองเพียงงบประมาณวันก่อสร้าง แต่เริ่มคำนวณต้นทุนของการมีบ้านในระยะยาวมากขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องนำมาพัฒนาแบบบ้านและบริการให้ตอบโจทย์

บ้าน 2.5–10 ล้านยึดหัวหาดตลาดรับสร้างบ้าน

สัญญาณการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคปรากฏชัดผ่านผลการจัดงาน “รับสร้างบ้านและวัสดุ EXPO 2026” ซึ่งมียอดจองปลูกสร้างบ้านรวม 185 หลัง คิดเป็นมูลค่า 1,643.61 ล้านบาท โดยกลุ่มราคาที่เข้าถึงได้และตอบโจทย์การอยู่อาศัยของครอบครัวส่วนใหญ่ยังเป็นกำลังหลักของตลาด

บ้านราคา 2.51–5 ล้านบาท มียอดจองสูงสุด 71 หลัง คิดเป็น 38% ของจำนวนบ้านที่จองทั้งหมด ขณะที่บ้านราคา 5.01–10 ล้านบาท มียอดจอง 62 หลัง คิดเป็น 34%

เมื่อรวมสองกลุ่มราคา พบว่ามีสัดส่วนสูงถึง 72% ของจำนวนหลังทั้งหมด สะท้อนว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังให้น้ำหนักกับบ้านระดับราคาปานกลางที่สามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิต โดยไม่สร้างภาระทางการเงินมากเกินไป

ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าตลาดบ้านระดับบนหมดแรงซื้อ เพราะกลุ่มบ้านราคา 20 ล้านบาทขึ้นไปยังมียอดจอง 15 หลัง หรือ 8% ของจำนวนบ้านทั้งหมด แต่สร้างมูลค่ารวมได้ถึง 492.5 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 30% ของมูลค่ายอดจองทั้งงาน

ภาพตลาดจึงแบ่งออกเป็นสองด้านอย่างน่าสนใจ ด้านหนึ่งคือกลุ่มผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและการควบคุมงบประมาณ อีกด้านคือกลุ่มกำลังซื้อระดับบนที่ยังมีศักยภาพในการลงทุนกับบ้านมูลค่าสูง

สำหรับธุรกิจรับสร้างบ้าน ความท้าทายจึงอยู่ที่การออกแบบสินค้าให้เหมาะกับกำลังซื้อและความต้องการที่แตกต่างกัน ไม่ใช่การใช้แบบบ้านหรือกลยุทธ์การขายรูปแบบเดียวครอบคลุมทุกตลาด

ผู้ประกอบการต้องขายมากกว่าพื้นที่ใช้สอย

อนันต์กรระบุว่า ผู้ประกอบการจำเป็นต้องพัฒนาแบบบ้านและบริการให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าแต่ละระดับราคา โดยเฉพาะการออกแบบพื้นที่ให้ใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพและสามารถปรับเปลี่ยนได้ในอนาคต เพื่อลดความจำเป็นในการต่อเติมหรือปรับปรุงครั้งใหญ่ภายหลัง

นอกจากนี้ สมาคมฯ จะเดินหน้าร่วมมือกับบริษัทสมาชิก พันธมิตรผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง และสถาบันการเงิน เพื่อเพิ่มทางเลือกในการสร้างบ้านที่มีคุณภาพ คุ้มค่า และรองรับการอยู่อาศัยอย่างยั่งยืน

ทิศทางดังกล่าวสะท้อนว่า การแข่งขันในธุรกิจรับสร้างบ้านกำลังขยับจากการนำเสนอขนาดพื้นที่และรูปลักษณ์ภายนอก ไปสู่การสร้างมูลค่าที่ลูกค้าสัมผัสได้จริง ทั้งการจัดฟังก์ชันให้เหมาะกับชีวิตประจำวัน การเลือกวัสดุที่มีคุณภาพ และการออกแบบที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายตลอดอายุการใช้งาน

ผู้ประกอบการที่สามารถสื่อสารความคุ้มค่าเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน ย่อมมีโอกาสตอบโจทย์ผู้บริโภคที่พิจารณาการสร้างบ้านอย่างรอบคอบมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ภาระค่าใช้จ่ายและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุนของครัวเรือน

 ปี69 ลุ้นตลาดโต 8.7% แต้มต่ออยู่ที่บ้านตรงความต้องการ

แม้พฤติกรรมผู้บริโภคจะเปลี่ยนไปสู่การควบคุมต้นทุนและเลือกบ้านอย่างรอบคอบมากขึ้น แต่สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านยังคาดการณ์ว่า ยอดขายรวมของบริษัทรับสร้างบ้านที่เป็นสมาชิกในปี 2569 จะเติบโต 8.7% มีมูลค่าประมาณ 10,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่ทำได้ 9,200 ล้านบาท

เป้าหมายดังกล่าวสะท้อนความคาดหวังต่อโอกาสของตลาดรับสร้างบ้าน ท่ามกลางความจำเป็นที่ผู้ประกอบการต้องปรับตัวให้ทันกับความต้องการของลูกค้า

อย่างไรก็ตาม การเติบโตในระยะต่อไปอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับการสร้างบ้านให้ใหญ่ขึ้นหรือเพิ่มจำนวนแบบบ้านให้มากขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการนำเสนอทางเลือกที่เหมาะสมกับงบประมาณและวิถีชีวิตของแต่ละครอบครัว

ในวันที่ผู้บริโภคไม่ได้มองบ้านเป็นเพียงสินทรัพย์หรือเครื่องสะท้อนสถานะทางสังคม แต่เป็นพื้นที่ใช้ชีวิตที่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายไปอีกหลายสิบปี “บ้านคุ้มค่า” จึงอาจกลายเป็นโจทย์หลักของอุตสาหกรรมรับสร้างบ้าน

และผู้ประกอบการที่เข้าใจว่าอะไรคือความจำเป็นของลูกค้า อะไรคือพื้นที่ที่สร้างประโยชน์ได้จริง และอะไรคือต้นทุนที่ลดได้ในระยะยาว ย่อมมีโอกาสเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคที่ระมัดระวัง ให้กลายเป็นโอกาสเติบโตของธุรกิจได้อย่างยั่งยืน