แสนสิริเดินหน้าขยายธุรกิจพรีคาสท์สู่ตลาด B2B รับเทรนด์ผู้รับสร้างบ้าน–ดีเวลลอปเปอร์เร่งลดต้นทุนและเวลา คว้า 4 พันธมิตรอสังหาฯ ระดับภูมิภาค เป็นทางเลือกให้ผู้ประกอบการรายกลาง–เล็กฝ่าข้อจำกัดด้านแรงงานและการก่อสร้าง
KEY POINTS
- แสนสิริขยายธุรกิจพรีคาสท์สู่ตลาด B2B เพื่อเป็นทางออกให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายอื่นที่เผชิญปัญหาต้นทุนสูงและขาดแคลนแรงงาน
- จับมือกับ 4 พันธมิตรผู้พัฒนาระดับภูมิภาครายใหม่ คิดเป็นมูลค่าโครงการรวมกว่า 130 ล้านบาท เพื่อผสานเทคโนโลยีการผลิตเข้ากับความเข้าใจตลาดท้องถิ่น
- นำเสนอโมเดล "One-Stop Precast Solution" เพื่อแก้ปัญหาให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กที่ไม่มีโรงงานเป็นของตนเอง สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนและระยะเวลาก่อสร้างได้
- ชูจุดเด่นของระบบพรีคาสท์ที่ช่วยลดระยะเวลาก่อสร้างได้สูงสุด 50% และย้ายกระบวนการผลิตเข้าโรงงานเพื่อควบคุมคุณภาพและแก้ปัญหาขาดแคลนช่างฝีมือ
ตลาดอสังหาริมทรัพย์กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งต้นทุนวัสดุก่อสร้าง ค่าแรงที่ปรับตัวสูงขึ้น และข้อจำกัดด้านแรงงานช่างฝีมือ โดยเฉพาะการก่อสร้างด้วยระบบก่ออิฐฉาบปูนแบบดั้งเดิม ปัจจัยเหล่านี้กำลังเปลี่ยนสมการการแข่งขันของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มดีเวลลอปเปอร์และธุรกิจรับสร้างบ้านที่ต้องบริหารต้นทุนอย่างรัดกุม ควบคู่กับการเร่งส่งมอบโครงการ
โจทย์ดังกล่าวทำให้ “พรีคาสท์” หรือระบบชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูป ถูกยกระดับจากทางเลือกด้านการก่อสร้างไปสู่หนึ่งในเครื่องมือบริหารต้นทุนและเวลา เพราะสามารถผลิตชิ้นส่วนจากโรงงานภายใต้กระบวนการที่ควบคุมได้ ก่อนนำไปติดตั้งในพื้นที่ก่อสร้าง ช่วยลดระยะเวลาการก่อสร้างได้สูงสุดราว 50% และเพิ่มความแม่นยำของงานเมื่อเทียบกับระบบก่อสร้างแบบเดิม
สำหรับผู้ประกอบการรายกลางและรายเล็ก ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียง “สร้างเร็ว” แต่คือการเข้าถึงเทคโนโลยีและกำลังการผลิตโดยไม่จำเป็นต้องลงทุนสร้างโรงงานพรีคาสท์ของตัวเองจึงเป็นช่องว่างทางธุรกิจที่แสนสิริมองเห็น และกำลังขยับบทบาทจากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สู่การเป็น “Strategic Solution Partner” ในตลาด B2B
4 พันธมิตรภูมิภาค เติมพอร์ต 130 ล้าน
อาณัติ กิตติกุลเมธี รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานพัฒนาโครงการแนวราบ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทเดินหน้าขยายธุรกิจพรีคาสท์เชิงพาณิชย์ ด้วยการจับมือ 4 พันธมิตรผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับภูมิภาครายใหม่ ได้แก่ เอส สเปซ พร็อพเพอร์ตี้, กราวิตี้ แอสเสท, นครทอง เฮ้าส์ แอนด์ เรียลเอสเตท และกนกศิริแกรนด์วิลล์ คิดเป็นมูลค่าการพัฒนาโครงการรวมกว่า 130 ล้านบาท
ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนทิศทางการขยายตลาดจากการใช้เทคโนโลยีพรีคาสท์ภายในโครงการของแสนสิริ ไปสู่การเปิดศักยภาพโรงงานและองค์ความรู้ด้านการผลิตให้กับผู้ประกอบการภายนอก
จุดแข็งสำคัญคือการผสานเทคโนโลยีและมาตรฐานการผลิตของแสนสิริเข้ากับความเข้าใจตลาดและฐานลูกค้าในแต่ละพื้นที่ของพันธมิตร ทำให้สามารถรองรับโครงการที่อยู่อาศัยได้หลากหลายเซกเมนต์ ตั้งแต่บ้านแฝด ทาวน์โฮม พูลวิลล่า ไปจนถึงบ้านเดี่ยวระดับพรีเมียม
โมเดลดังกล่าวจึงไม่ได้จำกัดพรีคาสท์อยู่เพียงการก่อสร้างจำนวนมากในตลาดแมส แต่ขยายไปสู่ตลาดที่ต้องการความแม่นยำ คุณภาพ และความเร็วในการส่งมอบควบคู่กัน
One-Stop Precastเจาะตลาด SME ที่ไม่มีโรงงาน
อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญของแสนสิริคือการพัฒนาโมเดล One-Stop Precast Solution เพื่อแก้ Pain Point ของผู้ประกอบการที่ต้องการใช้ระบบพรีคาสท์ แต่ไม่มีโรงงานหรือกำลังการผลิตเป็นของตนเอง
ภายใต้โมเดลนี้ แสนสิริสามารถเข้ามารองรับตั้งแต่กระบวนการผลิตชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูป ไปจนถึงการสนับสนุนด้านระบบการก่อสร้าง ทำให้ผู้ประกอบการสามารถลดภาระการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร ขณะเดียวกันยังสามารถบริหารต้นทุนและระยะเวลาก่อสร้างได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ในมุมของธุรกิจ SME จุดเปลี่ยนสำคัญจึงอยู่ที่การเปลี่ยน “ข้อจำกัดด้านเงินลงทุน” ให้กลายเป็นการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานร่วมกันเมื่อไม่จำเป็นต้องลงทุนสร้างโรงงานเอง ผู้ประกอบการสามารถโฟกัสกับสิ่งที่ตัวเองถนัดมากกว่า ทั้งการพัฒนาโครงการ การทำตลาด และการเข้าถึงลูกค้าในพื้นที่ ขณะที่งานด้านการผลิตสามารถใช้ศักยภาพของโรงงานพรีคาสท์ที่มีมาตรฐานเข้ามาช่วยเสริม
ผ่าทางตัน “แรงงานขาด–ต้นทุนพุ่ง”
แรงกดดันจากตลาดแรงงานยังเป็นอีกตัวเร่งสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบก่อสร้างสำเร็จรูป เพราะการก่อสร้างแบบดั้งเดิมพึ่งพาแรงงานจำนวนมากและทักษะของช่างในแต่ละขั้นตอน ขณะที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญความเสี่ยงทั้งด้านระยะเวลา คุณภาพงาน และ Defect ที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง
ระบบพรีคาสท์จึงเข้ามาช่วยย้ายกระบวนการผลิตบางส่วนจาก “หน้างาน” ไปสู่ “โรงงาน” ซึ่งสามารถควบคุมกระบวนการผลิตได้เป็นระบบมากกว่า ขณะที่การติดตั้งในพื้นที่ก่อสร้างใช้เวลาสั้นลง
สำหรับดีเวลลอปเปอร์ ผลลัพธ์ไม่ได้สะท้อนเพียงต้นทุนก่อสร้าง แต่เชื่อมโยงไปถึงความเร็วในการเปิดขาย การส่งมอบ และการโอนกรรมสิทธิ์ ซึ่งล้วนมีผลต่อกระแสเงินสดของโครงการด้วยเหตุนี้ การลงทุนในพรีคาสท์จึงถูกมองในมิติที่กว้างกว่าการลดค่าใช้จ่าย แต่เป็นเครื่องมือบริหาร “Time to Market” ของโครงการอสังหาริมทรัพย์
จากธุรกิจหลังบ้าน สู่โอกาสรายได้ใหม่
การขยายพรีคาสท์เข้าสู่ B2B จึงเป็นอีกภาพของการต่อยอดสินทรัพย์และองค์ความรู้ที่แสนสิริมีอยู่เดิม โดยเฉพาะความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการผลิตแผ่นคอนกรีตสำเร็จรูปและโรงงานพรีคาสท์คาร์บอนต่ำ
ขณะที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังเผชิญภาวะการแข่งขันสูง การสร้างรายได้จากธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับ Core Business จึงมีความน่าสนใจมากขึ้น เพราะสามารถใช้ฐานความรู้ เทคโนโลยี และกำลังการผลิตที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
จาก 4 พันธมิตรใหม่มูลค่าโครงการกว่า 130 ล้านบาท จึงอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการวางรากฐานธุรกิจ B2B ที่แสนสิริเตรียมขยายไปยังพื้นที่ยุทธศาสตร์อื่น โดยเฉพาะเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และตลาดต่างจังหวัด
โจทย์ต่อจากนี้จึงอยู่ที่การขยายเครือข่ายพันธมิตร พร้อมรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านราคา คุณภาพ และกำลังการผลิตให้สมดุลกัน
จากภาพลักษณ์ สู่มาตรฐานการผลิต
นอกจากการเติบโตเชิงธุรกิจ แสนสิริยังเดินหน้าวางตำแหน่งพรีคาสท์ภายใต้แนวคิดการก่อสร้างที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยล่าสุดโรงงานผลิตแผ่นคอนกรีตสำเร็จรูปได้รับการรับรอง อุตสาหกรรมสีเขียว ระดับ 4 (Green Industry Level 4) ประจำปี 2569 จากกระทรวงอุตสาหกรรม
การยกระดับครั้งนี้ต่อเนื่องจากการได้รับการรับรอง Green Industry Level 3 หรือ “ระบบสีเขียว” ในช่วงปี 2565–2568 สะท้อนการยกระดับจากการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในกระบวนการผลิต ไปสู่การสร้างวัฒนธรรมสีเขียวภายในองค์กร
นัยสำคัญของเรื่องนี้คือ “คาร์บอนต่ำ” ไม่ได้ถูกวางไว้เพียงในฐานะเครื่องมือสร้างภาพลักษณ์ แต่กำลังถูกนำมาเชื่อมโยงกับกระบวนการผลิตและห่วงโซ่การก่อสร้างตั้งแต่ต้นน้ำ
เดิมพันต่อไปของพรีคาสท์
เมื่อโจทย์ใหญ่ของอสังหาริมทรัพย์ไม่ใช่เพียงการขายบ้าน แต่คือการทำอย่างไรให้โครงการสามารถควบคุมต้นทุน ส่งมอบได้เร็ว และรักษาคุณภาพภายใต้ข้อจำกัดด้านแรงงาน พรีคาสท์จึงกำลังขยับสถานะจาก “เทคโนโลยีก่อสร้าง” ไปสู่ “โครงสร้างพื้นฐานทางธุรกิจ”
เกม B2B ของแสนสิริจึงน่าจับตาในฐานะการนำจุดแข็งจาก Core Business มาต่อยอดสู่ตลาดใหม่ โดยมี 4 พันธมิตรแรกเป็นหมุดหมายสำคัญ
หากสามารถขยายโมเดล One-Stop Precast Solution ไปยังดีเวลลอปเปอร์และผู้รับสร้างบ้านในภูมิภาคได้กว้างขึ้น พรีคาสท์อาจไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือช่วยลดต้นทุนของผู้ประกอบการ แต่กลายเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์ธุรกิจที่เชื่อม “เทคโนโลยี–ต้นทุน–ความเร็ว–ความยั่งยืน” เข้าด้วยกันในตลาดอสังหาริมทรัพย์ยุคใหม่





