วันจันทร์ ที่ 7 กันยายน 2569

Login
Login

EEC 2.7 ล้านคน พลิกเกมค้าปลีก เปิดศึกชิงกำลังซื้อ 3 จังหวัด

สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ฉายภาพ EEC ฐานกำลังซื้อใหม่ 2.7 ล้านคน จากแรงงานถึงผู้บริหารรายได้สูง ดันตลาดค้าปลีก “2 ขั้ว” ต้องตอบโจทย์ทั้งพรีเมียมและแมส ชี้เกมต่อไปไม่ใช่แค่รายใหญ่ขยายสาขา แต่ต้องลาก SME-ธุรกิจท้องถิ่นขึ้นขบวน ผ่าน Local Content, O2O และ MICE เชื่อม

KEY POINTS

  • EEC กลายเป็นฐานกำลังซื้อใหม่ขนาดใหญ่จากประชากรและแรงงาน 2.7 ล้านคน ทำให้ตลาดค้าปลีกต้องปรับตัวรองรับผู้บริโภค 2 กลุ่มหลัก คือกลุ่มพรีเมียมรายได้สูงและกลุ่มแมสที่เน้นความคุ้มค่า
  • การแข่งขันค้าปลีกในพื้นที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การขยายสาขาของรายใหญ่ แต่เน้นการดึงผู้ประกอบการท้องถิ่น (SME) เข้ามามีส่วนร่วมในห่วงโซ่เศรษฐกิจเพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชน
  • กลยุทธ์สำคัญในการชิงกำลังซื้อคือการผสานออนไลน์และออฟไลน์ (O2O) และการส่งเสริมธุรกิจ MICE เพื่อเชื่อมโยง 3 จังหวัด (ชลบุรี-ระยอง-ฉะเชิงเทรา) ให้เป็นตลาดเดียวกันและกระตุ้นการใช้จ่าย

 สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ฉายภาพ EEC ฐานกำลังซื้อใหม่ 2.7 ล้านคน จากแรงงานถึงผู้บริหารรายได้สูง ดันตลาดค้าปลีก “2 ขั้ว” ต้องตอบโจทย์ทั้งพรีเมียมและแมส ชี้เกมต่อไปไม่ใช่แค่รายใหญ่ขยายสาขา แต่ต้องลาก SME-ธุรกิจท้องถิ่นขึ้นขบวน ผ่าน Local Content, O2O และ MICE เชื่อมชลบุรี-ระยอง-ฉะเชิงเทรา กระจายเม็ดเงินลงทุนลงสู่ชุมชน

 2.7 ล้านคน ปลุกค้าปลีก EEC 

 การเติบโตของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC กำลังเปิดอีกภาพหนึ่งที่อาจมีความสำคัญไม่แพ้การลงทุนภาคอุตสาหกรรม นั่นคือการเกิดขึ้นของ “ตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่” ที่มีทั้งจำนวนประชากร กำลังซื้อ และพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่หลากหลาย
 

 นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เผยมุมมองในงานสัมมนา “EEC NEVER STOP THE NEXT CHAPTER : EEC ก้าวต่อไป” ว่า ปัจจุบัน EEC มีแรงงานและผู้ที่เข้ามาทำงานในพื้นที่ประมาณ 2.7 ล้านคน ตั้งแต่แรงงานภาคอุตสาหกรรม ผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ ไปจนถึงบุคลากรรายได้สูง ตัวเลขดังกล่าวจึงไม่ได้สะท้อนเพียง “กำลังแรงงาน” แต่กำลังกลายเป็นฐานกำลังซื้อใหม่ของภาคตะวันออก

 ยิ่งเมื่อพื้นที่มีทั้งฐานอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การลงทุนใหม่ และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายประเทศเข้ามา ตลาดค้าปลีกจึงกำลังเปลี่ยนจากตลาดที่พึ่งพานักท่องเที่ยวเป็นหลัก ไปสู่ตลาดที่มีผู้บริโภคหลายกลุ่มอยู่ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

ค้าปลีก EEC แบ่ง 2 ขั้ว ‘พรีเมียม-แมส’ 

 โจทย์สำคัญของตลาด 2.7 ล้านคน คือไม่ได้มีพฤติกรรมการใช้จ่ายแบบเดียวกันด้านหนึ่งคือกลุ่มผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ และบุคลากรรายได้สูง ซึ่งมองหาสินค้าคุณภาพ สินค้าพรีเมียม และประสบการณ์ในการจับจ่าย อีกด้านคือแรงงานภาคอุตสาหกรรมและแรงงานบริการ ซึ่งให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า หรือ Value รวมถึงความสะดวกและการเข้าถึงสินค้า ตลาด EEC จึงเป็นตลาด “สองขั้ว” ที่ผู้ประกอบการค้าปลีกไม่สามารถใช้โมเดลเดียวครอบคลุมทุกพื้นที่ได้

ทำเลและรูปแบบร้านต้องถูกออกแบบให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต เช่น ร้านสะดวกซื้อใกล้นิคมอุตสาหกรรมอาจต้องรองรับแรงงานกะกลางคืนและเปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง ขณะที่พื้นที่ที่มีผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ และชาวต่างชาติหนาแน่นอาจต้องการค้าปลีกที่มีสินค้าและบริการระดับพรีเมียมมากขึ้น จึงเป็นโจทย์ “ค้าปลีกแบบรู้จักผู้บริโภค” มากกว่าการเร่งขยายจำนวนสาขา

 รายใหญ่ต้องไม่โตลำพัง ดึง SME เข้าห่วงโซ่ลงทุน

 ท่ามกลางการลงทุนขนาดใหญ่ที่กำลังไหลเข้าสู่ EEC สมาคมผู้ค้าปลีกไทยมองว่า ผลประโยชน์จากการขยายตัวของพื้นที่ไม่ควรตกอยู่กับผู้ประกอบการรายใหญ่เพียงกลุ่มเดียวหัวใจสำคัญคือการเชื่อมโยงธุรกิจรายใหญ่กับ SME และผู้ประกอบการท้องถิ่นผ่านแนวคิด Local Content

 “ค้าปลีกไม่ได้หมายถึงค้าปลีกรายใหญ่รายเดียว สิ่งสำคัญของประเทศคือ SME ต้องค้าขายได้ การลงทุนที่เกิดขึ้นใน EEC อยากให้ใส่ Local Content เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนด้วย เพื่อให้รายย่อยและ SME ได้เจริญเติบโต”

 แนวคิดนี้ทำให้บทบาทของค้าปลีกขยับจาก “คนขายสินค้า” ไปสู่ “แพลตฟอร์มสร้างผู้ประกอบการ” ผู้ประกอบการค้าปลีกรายกลางและ Modern Trade สามารถทำหน้าที่คัดสรรสินค้า พัฒนามาตรฐาน และนำสินค้า SME เข้าสู่ช่องทางจำหน่ายขนาดใหญ่เมื่อผู้ประกอบการท้องถิ่นขายสินค้าได้มากขึ้น รายได้ก็หมุนกลับเข้าสู่พื้นที่ และท้ายที่สุดกลายเป็นกำลังซื้อที่กลับมาหล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจ EEC อีกทอดหนึ่ง

เปิดเกม O2O  สู้แพลตฟอร์มต่างชาติ

 อีกสนามการแข่งขันที่ค้าปลีก EEC ไม่ควรมองข้าม คือการผสานโลกออนไลน์และออฟไลน์ หรือ O2O (Online to Offline) นายณัฐมองว่า จุดแข็งของผู้ประกอบการไทยคือการมี “หน้าร้าน” และเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคในพื้นที่ ขณะที่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจากต่างประเทศมีข้อได้เปรียบด้านเทคโนโลยีและขนาดตลาด

เชื่อมสองโลกสร้างโอกาส

 ผู้บริโภคอาจเห็นสินค้าบนออนไลน์แล้วไปซื้อที่ร้าน หรือเดินเข้าไปสัมผัสสินค้าจริงก่อนตัดสินใจสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการรายใหญ่ยังมีฐานข้อมูลจาก Loyalty Program ซึ่งสามารถนำมาวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อนำเสนอสินค้า โปรโมชั่น และบริการให้ตรงกลุ่มมากขึ้น ในสมรภูมิที่การแข่งขันไม่ได้อยู่แค่ระหว่าง “ร้านกับร้าน” แต่เป็นการแข่งขันระหว่างระบบนิเวศค้าปลีก การมีข้อมูลลูกค้าและหน้าร้านจึงอาจกลายเป็นแต้มต่อสำคัญของผู้ประกอบการไทย

ดัน MICE  เปลี่ยน ‘คนมางาน’ เป็น ‘คนใช้เงิน’

 อีกเครื่องยนต์ที่สมาคมผู้ค้าปลีกไทยมองเห็นคือธุรกิจ MICE ซึ่งไม่ควรถูกจำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่จัดประชุมหรือจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง โจทย์คือการเชื่อม ชลบุรี-ระยอง-ฉะเชิงเทรา ให้กลายเป็นระบบเศรษฐกิจเดียวกัน

 เมื่อมีผู้เข้าร่วมประชุมและนักเดินทางธุรกิจเข้ามาในพื้นที่ ภาคค้าปลีก ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว และธุรกิจบริการสามารถจับมือกันออกแบบแพ็กเกจหรือโปรโมชั่น เพื่อจูงใจให้ผู้เข้าร่วมงานเดินทางต่อไปยังพื้นที่อื่น เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียง “เพิ่มจำนวนคน” แต่คือการเพิ่ม Stay และ Spendingจากเดิมที่นักเดินทางเข้ามาเพื่อประชุมแล้วเดินทางกลับ ก็อาจเปลี่ยนเป็นการพักต่อ เที่ยวต่อ รับประทานอาหาร ซื้อสินค้า และกระจายรายได้ไปยังธุรกิจท้องถิ่น

 เปิดพื้นที่ห้างให้ SME 

 การกระจายผลประโยชน์ยังสามารถทำได้ผ่านพื้นที่ค้าปลีกขนาดใหญ่ โดยให้นักลงทุนและผู้ประกอบการรายใหญ่เปิดพื้นที่สำหรับ SME และธุรกิจท้องถิ่นเข้ามาทดลองตลาด โมเดลที่เป็นไปได้อาจไม่จำเป็นต้องใช้การเช่าพื้นที่ระยะยาวเสมอไป แต่สามารถใช้การแบ่งรายได้ หรือเปิดพื้นที่ทดลองขาย เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงลูกค้าได้ง่ายขึ้นหากสินค้าท้องถิ่นสามารถเข้าไปอยู่ในห้างและศูนย์การค้าขนาดใหญ่ได้ ก็เท่ากับเปิดประตูให้เข้าถึงทั้งนักท่องเที่ยว คนทำงาน และกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่เข้ามาใน EEC

 “เราไม่อยากให้รายใหญ่ที่มีร้านอยู่ทั่วประเทศได้ประโยชน์เพียงเจ้าเดียว แต่อยากสนับสนุนให้ชุมชนและคนที่อยู่ในพื้นที่ได้ประโยชน์จากการมีนักท่องเที่ยว มีคนมาลงทุน มีผู้คนมาทำงาน หรือมีผู้เชี่ยวชาญเข้ามา สิ่งเหล่านี้ต้องลงไปสู่ชุมชนจริงๆ”

รถไฟ EEC ต้องเกิดก่อน ความเร็วเป็นเรื่องรอง

 อย่างไรก็ตาม การจะทำให้ EEC กลายเป็นตลาดเดียวกันได้จริง โครงสร้างพื้นฐานด้านการเดินทางยังเป็นตัวแปรสำคัญ นายณัฐมองว่า สิ่งที่ภาคธุรกิจต้องการเห็นคือระบบรถไฟเชื่อมพื้นที่ EEC เกิดขึ้นก่อน เพราะการเชื่อมต่อระหว่างเมืองมีผลโดยตรงต่อจำนวนผู้เดินทาง นักท่องเที่ยว และการขยายตัวของธุรกิจโดยเฉพาะพื้นที่อู่ตะเภา ซึ่งยังมีข้อจำกัดจากความไม่ต่อเนื่องของเที่ยวบินและกิจกรรมทางธุรกิจบางประเภท

 หากรถไฟความเร็วสูงยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในระยะเวลาอันใกล้ ทางเลือกหนึ่งคือการพิจารณาระราะในมุมธุรกิจ “ระบบที่ใช้งานได้วันนี้” อาจมีค่ามากกว่าบบรถไฟที่มีความเร็วรองลงมา เพื่อให้โครงข่ายเกิดขึ้นและใช้งานได้จริงก่อนเพราะในมุมธุรกิจ “ระบบที่ใช้งานได้วันนี้” อาจมีค่ามากกว่า “ระบบที่ดีที่สุดแต่ยังไม่เกิด”