ไทยโอบายาชิเดินหน้ามิกซ์ยูส “O-MESH Ratchadamri” มูลค่ากว่า 8,000 ล้านบาท บนทำเลราชดำริ ชูเทคโนโลยี LRV ครั้งแรกในไทย ผสาน Green & Smart ยกระดับมาตรฐานก่อสร้างและสร้าง Legacy ใหม่ให้ย่านธุรกิจใจกลางกรุงเทพฯ
KEY POINTS
- ไทยโอบายาชิเปิดตัวโครงการมิกซ์ยูส "O-MESH" มูลค่ากว่า 8,000 ล้านบาท บนถนนราชดำริ ประกอบด้วยสำนักงานเกรด A โรงแรม และพื้นที่ค้าปลีก
- ชูนวัตกรรมการก่อสร้าง LRV (Left-Right-Vertical Technology) ที่นำมาใช้เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดผลกระทบในพื้นที่ก่อสร้าง
- ออกแบบภายใต้แนวคิด "The Crafted Legacy" ที่ผสมผสานอัตลักษณ์ญี่ปุ่น-ไทย และมุ่งพัฒนาเป็นอาคารสีเขียวอัจฉริยะ (Green & Smart Building) ตามมาตรฐานสากล
- ร่วมทุนกับเครือสหพัฒน์ในการพัฒนาส่วนของโรงแรม ซึ่งบริหารโดย Seibu Prince Hotels Worldwide คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2572
ราชดำริกำลังเดินเข้าสู่บทใหม่ของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เมื่อ “พื้นที่เดิม” ไม่ได้มีความหมายเพียงในฐานะทำเลทอง แต่กลายเป็นต้นทุนทางประวัติศาสตร์ที่สามารถต่อยอดสู่โครงการแห่งอนาคตได้
นี่คือโจทย์ที่บริษัท นันทวัน จำกัด หรือ “ไทยโอบายาชิ” นำมาใช้เป็นจุดตั้งต้นของ “O-MESH Ratchadamri” โครงการมิกซ์ยูสมูลค่าการก่อสร้างกว่า 8,000 ล้านบาท บนพื้นที่ราว 6 ไร่ บริเวณปากซอยมหาดเล็กหลวง 3 ถนนราชดำริ เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้า BTS ราชดำริ
โครงการประกอบด้วยสำนักงานเกรด A โรงแรม และพื้นที่ค้าปลีก บนพื้นที่อาคารรวมกว่า 117,000 ตารางเมตร อาคารสูง 36 ชั้น หรือประมาณ 177 เมตร พร้อมโรงแรม 203 ห้อง ที่บริหารโดย Seibu Prince Hotels Worldwide และที่จอดรถราว 900 คัน โดยคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดให้บริการในเดือนธันวาคม 2572
แต่สิ่งที่ทำให้ O-MESH น่าสนใจกว่าการเป็น “มิกซ์ยูส 8 พันล้านบาท” คือการวางโครงการให้เป็นทั้งพื้นที่ธุรกิจ โชว์เคสเทคโนโลยี และบทพิสูจน์ว่า “วิศวกรรม” สามารถกลายเป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าให้กับอสังหาริมทรัพย์ยุคใหม่ได้อย่างไร
จากพื้นที่ความทรงจำ สู่ Legacy แห่งใหม่
ไทยโอบายาชิไม่ได้มองราชดำริเป็นเพียงทำเล แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโตที่ต้องการส่งต่อสู่อนาคต พรชัย สิทธิยากรณ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท นันทวัน จำกัด ระบุว่า O-MESH Ratchadamri มีจุดเริ่มต้นจากความผูกพันของไทยโอบายาชิกับพื้นที่แห่งนี้ ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งอาคารสำนักงานของบริษัทมายาวนานประมาณ 30 ปี และเป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญที่สะท้อนพัฒนาการขององค์กร
การนำพื้นที่เดิมกลับมาพัฒนาใหม่จึงไม่ได้หมายถึงการสร้างอาคารขึ้นมาแทนที่ แต่เป็นการนำประสบการณ์จากการบริหารพื้นที่เช่ามาต่อยอดสู่ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่านปรัชญา “แข่งขันด้วยคุณภาพ ไม่ใช่การแข่งขันทางด้านราคา” ซึ่งกำลังกลายเป็นทิศทางสำคัญของไทยโอบายาชิในการขยับจากบทบาทผู้รับเหมาก่อสร้างไปสู่ผู้พัฒนาโครงการที่สามารถสร้างมูลค่าได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
พิธีวางศิลาฤกษ์จึงถูกวางความหมายให้มากกว่าพิธีมงคล แต่เป็น “Milestone” ที่สะท้อนความพร้อมของโครงการทั้งด้านสถาปัตยกรรม การออกแบบ และวิศวกรรม ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการก่อสร้างจริง
LRV เทคโนโลยี “ครั้งแรกในไทย” เกมใหม่ลดต้นทุนหน้างาน
เปลี่ยนวิธีคิดจาก “ก่อสร้างที่หน้างาน” สู่การเตรียมความพร้อมให้มากที่สุดก่อนชิ้นส่วนเข้าสู่ไซต์ หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของ O-MESH คือการนำ LRV หรือ Left-Right-Vertical Technology มาใช้เป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยทำงานร่วมกับโครงสร้าง Steel Framing และ Reinforced Concrete
หัวใจของเทคโนโลยีอยู่ที่การเตรียมชิ้นส่วนต่างๆ ให้มีความพร้อมก่อนนำเข้ามาประกอบในพื้นที่ก่อสร้างจริง ช่วยให้กระบวนการทำงานมีความเป็นระบบมากขึ้น ทั้งในมิติของคุณภาพ ความแม่นยำ และการควบคุมระยะเวลา ในมุมธุรกิจ นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องของ “เทคโนโลยีการก่อสร้าง” แต่เป็นการบริหารความเสี่ยงของโครงการขนาดใหญ่
เพราะทุกวันที่ล่าช้า ทุกกิจกรรมที่ซ้ำซ้อน และทุกความผิดพลาดในไซต์ ล้วนมีต้นทุนLRV จึงเข้ามาตอบโจทย์การลดกิจกรรมภายในหน้างาน ลดการพึ่งพาแรงงาน ลด Construction Waste รวมถึงลดฝุ่นและเสียงรบกวน ซึ่งสอดคล้องกับข้อจำกัดของการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ในย่านเมืองที่มีความหนาแน่นสูง
ทั้งหมดนี้ถูกวางอยู่ภายใต้แนวคิด “Art of Engineering for Tomorrow” ที่ต้องการยกระดับวิศวกรรมจากเบื้องหลังการก่อสร้าง ให้กลายเป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่สร้างความแตกต่างให้กับโครงการ
อาคารไม่ได้มีไว้แค่ใช้งาน แต่ต้อง “เชื่อมต่อ”
ชื่อโครงการสะท้อนแนวคิดการนำอดีต ผู้คน เมือง และฟังก์ชันใหม่มาถักทอเป็นระบบเดียวกัน ชื่อ “O-MESH” ถูกออกแบบให้มีความหมายมากกว่าชื่อแบรนด์ตัวอักษร “O-” เชื่อมโยงกับ O-NES และ Obayashi สื่อถึงรากฐานและคุณค่าที่สั่งสมมา ขณะที่ “MESH” หมายถึงการประสานและเชื่อมโยงองค์ประกอบต่างๆ ให้ทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว
แนวคิดดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่การผสมผสานสำนักงาน โรงแรม และค้าปลีก ไปจนถึงการเชื่อมโยงผู้คน วัฒนธรรม ไลฟ์สไตล์ และเมืองเข้าด้วยกันจึงเป็นเหตุผลที่ O-MESH ถูกวางให้เป็นมากกว่าอาคารมิกซ์ยูส แต่เป็น “ระบบนิเวศ” ที่ผู้ใช้อาคารแต่ละกลุ่มสามารถเข้ามาใช้ประโยชน์และส่งเสริมซึ่งกันและกัน
ถอด DNA โอบายาชิผ่านสถาปัตย์
งานออกแบบไม่เพียงสร้างภาพจำ แต่ต้องเชื่อมโยงอัตลักษณ์ญี่ปุ่น ไทย และบริบทของราชดำริภายใต้แนวคิด “The Crafted Legacy” โครงการนำ DNA ของ Obayashi มาถ่ายทอดผ่านงานฝีมือ ความประณีต และความแม่นยำ ผสมผสานเข้ากับแนวคิดการออกแบบร่วมสมัยอาคารสำนักงานหยิบแรงบันดาลใจจาก “งานจักสานไทยและญี่ปุ่น” มาตีความผ่าน Building Façade สร้างเปลือกอาคารที่สะท้อนแนวคิดการนำวัฒนธรรมสองฝั่งมาประสานกัน
ขณะที่โรงแรมเลือกใช้แนวคิด “Garden in the Sky” เชื่อมโยงอาคารสูงเข้ากับพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ที่เป็นเอกลักษณ์ของราชดำรินี่คือความพยายามที่จะไม่สร้างอาคารที่ “ตัดขาด” จากบริบทเดิม แต่ให้สถาปัตยกรรมเป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์และเรื่องราวของย่าน
Green & Smart เมื่อคุณภาพอาคารวัดจาก “คุณภาพชีวิต”
O-MESH วาง Sustainability และ ESG ตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่เพียงเติมเข้ามาในช่วงท้ายของโครงการอีกหนึ่งแกนสำคัญของโครงการคือการพัฒนาอาคารภายใต้แนวคิด Green & Smart โดยนำแนวทางของ LEED และ WELL มาใช้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ด้านระบบอาคารมีทั้ง Smart Building, Destination Control System รวมถึงระบบบริหารคุณภาพอากาศภายในอาคาร การจัดการ PM2.5 และการเติมอากาศบริสุทธิ์
เป้าหมายจึงไม่ได้อยู่เพียงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่รวมถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงาน สุขภาวะ และคุณภาพชีวิตของผู้ใช้อาคาร ขณะเดียวกัน แนวคิด “Keep the Green Character of Ratchadamri” ถูกนำมาเป็นโจทย์ด้านสถาปัตยกรรมและ Landscape เพื่อรักษาภาพจำของราชดำริในฐานะย่านที่มีความร่มรื่น พร้อมเติมฟังก์ชันใหม่ให้สอดรับกับการเติบโตของเมือง
Hotel / Office โมเดลเชื่อมธุรกิจ
เมื่อสำนักงานและโรงแรมไม่ได้แยกส่วน แต่ถูกออกแบบให้สร้างประโยชน์ร่วมกัน
O-MESH วางรูปแบบการใช้งานผ่านแนวคิด “Hotel supports Office / Office supports Hotel” ซึ่งสะท้อนการออกแบบพื้นที่ให้สองฟังก์ชันสามารถสนับสนุนกันได้ สำนักงานเกรด A ทำหน้าที่รองรับผู้ใช้งานกลุ่มธุรกิจ ขณะที่โรงแรมเข้ามาเติมมิติของการพักอาศัย การเดินทาง และกิจกรรมทางธุรกิจ ส่วนพื้นที่ค้าปลีกช่วยสร้างความต่อเนื่องของการใช้งานตลอดทั้งวัน
โมเดลดังกล่าวสอดรับกับธรรมชาติของราชดำริ ซึ่งเป็นทั้งย่านสำนักงาน โรงแรม แหล่งชอปปิง และพื้นที่เชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชน ดังนั้น ความได้เปรียบของโครงการจึงไม่ได้อยู่เพียง “ทำเล” แต่เป็นการนำฟังก์ชันต่างๆ มาสร้าง Ecosystem ที่ช่วยเพิ่มศักยภาพการใช้พื้นที่
Strategic Partners “โอบายาชิ–สหพัฒน์”
ความร่วมมือครั้งนี้ขยับจากความสัมพันธ์ทางธุรกิจสู่การร่วมสร้างมูลค่าตลอดห่วงโซ่การพัฒนา O-MESH Ratchadamri ยังเป็นภาพสะท้อนของความสัมพันธ์ระหว่างไทยโอบายาชิและ บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPI ในเครือสหพัฒน์ ที่พัฒนาไปอีกขั้น ทั้งสองฝ่ายต่อยอดจากความสัมพันธ์ในฐานะคู่ค้า สู่การร่วมทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในส่วนของโรงแรม โดยนำจุดแข็งที่แตกต่างกันมาประกอบกัน
ฝั่งเครือสหพัฒน์มีความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจและการพัฒนาโครงการ ขณะที่ไทยโอบายาชิมีฐานความเชี่ยวชาญด้านการก่อสร้าง เทคโนโลยี การออกแบบ และการบริหารจัดการโครงการ ความร่วมมือจึงครอบคลุมตั้งแต่ Business Development ไปจนถึง Construction Technology
ในมุมยุทธศาสตร์ นี่อาจเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของไทยโอบายาชิในการขยายบทบาทจาก “ผู้สร้าง” ไปสู่ “ผู้ร่วมสร้างมูลค่า” ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
O-MESH “Technology Showcase” ของไทยโอบายาชิ
ไม่ได้สร้างเพียงอาคาร แต่ต้องการสร้างต้นแบบและองค์ความรู้สำหรับอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ไทยโอบายาชิตั้งเป้าให้ O-MESH ทำหน้าที่เป็นทั้ง “Technology Showcase” และ “Knowledge Showcase” ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการออกแบบและเทคโนโลยีการก่อสร้างไปยังสถาบันการศึกษาและผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์
หากเป้าหมายนี้เกิดขึ้นได้จริง คุณค่าของโครงการอาจไม่ได้จบลงเมื่ออาคารเปิดให้บริการในปี 2572เพราะ O-MESH กำลังถูกวางให้เป็นพื้นที่ทดลองจริงของแนวคิดที่เชื่อม “เทคโนโลยี–สถาปัตยกรรม–ความยั่งยืน–ธุรกิจ” เข้าด้วยกัน
เพราะการกลับมาของไทยโอบายาชิบนพื้นที่ที่เป็นจุดเริ่มต้นขององค์กร ไม่ได้หมายถึงการสร้างอาคารใหม่เพียงหลังหนึ่ง แต่คือการนำ “Legacy” จากอดีตมาผสานกับเทคโนโลยีของอนาคต เพื่อสร้างบทใหม่ให้กับราชดำริในวันที่เมืองกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว





