แสนสิริไตรมาส 2 กำไร 1,005 ล้าน โต 16% ดันครึ่งปีแรกทะลุ 1,869 ล้าน ยอดขายแตะ 25,500 ล้านรุกครึ่งปีหลัง 21 โครงการ มูลค่า2.7 หมื่นล้าน
KEY POINTS
- แสนสิริประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/69 มีกำไรสุทธิ 1,005 ล้านบาท ส่งผลให้ครึ่งปีแรกมีกำไรสุทธิรวม 1,869 ล้านบาท
- ยอดขายครึ่งปีแรกทำได้ 25,500 ล้านบาท หรือคิดเป็น 53% ของเป้าหมายทั้งปี โดยสามารถปิดการขายโครงการไปแล้ว 12 โครงการ
- ครึ่งปีหลังมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่อีก 21 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 27,000 ล้านบาท
- บริษัทมียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) ในมือกว่า 26,000 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้เป็นรายได้ภายในปีนี้
ภาพตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2569 ยังไม่อาจเรียกได้ว่าเข้าสู่โหมดฟื้นตัวเต็มรูปแบบ ทั้งเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างจำกัด ภาระหนี้ครัวเรือน และกำลังซื้อที่ยังเปราะบาง แต่ในสมรภูมิที่ผู้ประกอบการต้องประคองตัวอย่างระมัดระวัง “แสนสิริ” กลับเห็นสัญญาณบวกชัดขึ้นในไตรมาส 2
วิชาญ วิริยะภูษิต ประธานผู้บริหารสายงานการเงิน บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เผยกำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 ที่ 1,005 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% จากไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 7,544 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% QoQ
ผลดังกล่าวทำให้ช่วง 6 เดือนแรกของปี แสนสิริมีกำไรสุทธิ 1,869 ล้านบาท และมีรายได้รวม 14,235 ล้านบาท
ยอดขายครึ่งปี 2.55 หมื่นล้าน 12 โครงการเกลิ้ยง
อีกหนึ่งสัญญาณที่น่าจับตาคือยอดขายที่เดินหน้าเร็วกว่าภาวะตลาด โดยครึ่งปีแรกแสนสิริกวาดยอดขายได้ถึง 25,500 ล้านบาท คิดเป็น 53% ของเป้าหมายยอดขายทั้งปีไม่เพียงตัวเลขยอดขาย แต่จำนวนโครงการที่ปิดการขายได้ยังสะท้อนแรงซื้อในทำเลและสินค้าที่ตอบโจทย์ โดยบริษัทสามารถ Sold Out ได้แล้ว 12 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 18,000 ล้านบาท ขณะที่อีก 8 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 11,000 ล้านบาท กำลังเข้าสู่คิวปิดการขาย
เบื้องหลังตัวเลขดังกล่าวคือการเลือก “ไม่หว่าน” การเปิดโครงการ แต่เน้นพัฒนาในทำเลที่มี Real Demand หรือความต้องการอยู่อาศัยจริง รวมถึงทำเลที่มีศักยภาพด้านการลงทุน
หนึ่งในโครงการที่ได้รับการตอบรับคือ “XT 10 Ekkamai” มูลค่า 6,400 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันทำยอดขายได้แล้วกว่า 30% ตามเป้าหมาย ขณะที่บ้านราคาไม่เกิน 10 ล้านบาทยังเป็นอีกแรงขับเคลื่อนสำคัญของยอดขายครึ่งปีแรก
Backlog 2.6 หมื่นล้านครึ่งปีหลัง
เมื่อมองไปข้างหน้า แสนสิริไม่ได้เริ่มเกมครึ่งปีหลังจากศูนย์ เพราะมี Backlog ในมือกว่า 26,000 ล้านบาท ซึ่งราว 40% จะทยอยรับรู้เป็นรายได้ภายในปี 2569ตัวเลขนี้จึงเป็นแรงส่งสำคัญต่อการรักษาระดับรายได้ในช่วงที่ตลาดยังมีความไม่แน่นอน โดยเฉพาะเมื่อบริษัทมีโครงการแนวสูงที่สร้างเสร็จใหม่และพร้อมโอนกรรมสิทธิ์อีก 6 โครงการ มูลค่ารวม 18,300 ล้านบาทในจำนวนนี้มีโครงการอย่าง “SHUSH Ratchathewi” และ “Via Ari” ที่เตรียมเข้ามาเป็นกำลังหลักในการส่งมอบรายได้ช่วงที่เหลือของปี
ดัน Rental Yield ดึงต่างชาติ
อีกภาพที่น่าสนใจของกลยุทธ์แสนสิริ คือการขยายพอร์ตออกจากกรุงเทพฯ ไปสู่จังหวัดที่มีทั้งดีมานด์อยู่อาศัยและศักยภาพด้านการลงทุนภูเก็ต หัวหิน เชียงใหม่ ขอนแก่น รวมถึงโซน EEC อย่างพัทยาและบางแสน ยังคงเป็น Strategic Location ที่บริษัทมองเห็นโอกาสเติบโต โดยเฉพาะสินค้าที่สามารถสร้าง Rental Yield ในระดับน่าสนใจ ซึ่งตอบโจทย์ทั้งนักลงทุนและกลุ่มลูกค้าต่างชาติหนึ่งในโครงการที่บริษัทเตรียมผลักดันคือ “The Standard Residences, Hua Hin” ขณะที่ภูเก็ตจะมีโครงการพูลวิลล่าลักชัวรี “The Tales Story One BangJo Phuket” เข้ามาเสริมพอร์ตในระยะต่อไป
นัยสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการกระจายทำเล แต่เป็นการเลือกสนามที่ยังมีแรงขับเคลื่อนจากการท่องเที่ยว การลงทุน และกำลังซื้อจากต่างชาติ
รุกครึ่งปีหลัง21 โครงการใหม่ 2.7 หมื่นล้าน
เมื่อมี Backlog รองรับและยอดขายครึ่งปีแรกเดินหน้าได้ตามเป้า แสนสิริจึงเตรียมเร่งเครื่องในช่วงครึ่งหลังของปี ด้วยแผนเปิดตัว 21 โครงการใหม่ มูลค่ารวมประมาณ 27,000 ล้านบาท แบ่งเป็นแนวราบ 12 โครงการ และแนวสูง 9 โครงการไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การเปิดตัว Well-being Community แห่งแรกบนถนนกรุงเทพกรีฑาตัดใหม่ บนพื้นที่ 142 ไร่ และ “ราชพฤกษ์ คอมมิวนิตี้” อาณาจักรที่อยู่อาศัยขนาดกว่า 1,000 ไร่
นอกจากนี้ยังมีโครงการระดับไอคอนิกอย่าง “The Monument Sathon” การเปิดโครงการใหม่ภายใต้แบรนด์ HAUS ใน T77 รวมถึง “CANVAZ Palette Cherngtalay” และการเดินหน้าบุกภูเก็ตทั้งโซนเมืองและแหล่งท่องเที่ยวอย่างสามกองและป่าตอง
เลือกสนามที่มีดีมานด์จริง
ท่ามกลางตลาดที่ยังไม่ฟื้นอย่างทั่วถึง กลยุทธ์ของแสนสิริจึงไม่ได้อยู่ที่การเร่งเปิดโครงการให้มากที่สุด หากแต่อยู่ที่การคัดเลือกทำเล สินค้า และระดับราคาให้สอดคล้องกับกำลังซื้อบริษัทเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ใหม่ ควบคู่กับการกำหนดราคาให้เหมาะสมในแต่ละเซกเมนต์ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันการขยายไปสู่ธุรกิจรับสร้างบ้านภายใต้ต้นแบบ “Crafted by Sansiri” ก็เป็นอีกภาพสะท้อนของความพยายามต่อยอดจากฐานธุรกิจเดิม และสร้างช่องทางรายได้ใหม่ที่เชื่อมโยงกับความต้องการของผู้บริโภคโดยตรง
วิชาญ ประธานผู้บริหารสายงานการเงิน มอง ภาพรวมอสังหาฯยังเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจที่เติบโตจำกัด หนี้ครัวเรือนสูง และความเสี่ยงจากปัจจัยต่างประเทศอย่างไรก็ตาม มาตรการลดค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนองสำหรับที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท การคงดอกเบี้ยนโยบายของ กนง. รวมถึงการบริหารพอร์ตสินค้าและทำเลที่มี Real Demand จะเป็นปัจจัยช่วยพยุงกำลังซื้อ
เมื่อประกอบกับ Backlog ที่มีอยู่ในมือและแผนเปิดโครงการใหม่ 21 โครงการ จึงทำให้ภาพของแสนสิริในครึ่งปีหลังมี “กันชน” มากพอสำหรับรับมือกับตลาดที่ยังไม่กลับมาเป็นขาขึ้นเต็มตัวโจทย์จากนี้จึงไม่ใช่เพียง “ยอดขายจะโตแค่ไหน” แต่คือการเปลี่ยนยอดขายและ Backlog ที่สะสมไว้ให้กลายเป็นรายได้และกำไรอย่างมีประสิทธิภาพ ท่ามกลางเกมอสังหาริมทรัพย์ที่ปีนี้ยังวัดกันด้วยความแม่นยำในการเลือกตลาด มากกว่าการเร่งขยายเพียงอย่างเดียว





