ประเทศไทยกำลังกลายเป็น “สมรภูมิใหม่” ของการลงทุน “ดาต้าเซนเตอร์” แห่งภูมิภาคเอเชีย เมื่อเม็ดเงินระดับ “ล้านล้านบาท” หลั่งไหลเข้าหาพื้นที่ยุทธศาสตร์! และเกมนี้ขยายวงแข่งขันจากราคาที่ดิน ขยับชิงพื้นที่ที่มีไฟฟ้าพร้อม น้ำเพียงพอ อินเทอร์เน็ตเสถียร และปลอดภัยจากน้ำท่วม ซึ่งขาดองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่ง ดีลลงทุนระดับหมื่นล้านบาทอาจสะดุดทันที
ลงทุนยุคใหม่จากโรงงานสู่ “ดาต้าเซนเตอร์”
เมื่อโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเศรษฐกิจดิจิทัล ความต้องการใช้ข้อมูลเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด ทำให้ “ดาต้าเซนเตอร์” เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ทั่วโลกเร่งลงทุน และประเทศไทยกำลังถูกวางหมุดหมายให้เป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของภูมิภาคอาเซียน เม็ดเงินลงทุนที่หลั่งไหลเข้ามาในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้สะท้อนเพียงความต้องการสร้างอาคารเก็บข้อมูล แต่สะท้อนการแข่งขันเพื่อครอบครองทำเลยุทธศาสตร์แห่งอนาคต
ประภาพร บุญขจรกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซาวิลล์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ช่วงปี 2567-2569 มีแผนลงทุนดาต้าเซนเตอร์ในประเทศไทยรวม 57 โครงการ มูลค่ากว่า 1.7 ล้านล้านบาท โดยได้รับการอนุมัติแล้ว 25 โครงการ คิดเป็นมูลค่าราว 360,000 ล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ไทยไม่ได้เป็นเพียง “ตัวเลือก” ของนักลงทุนอีกต่อไป แต่กำลังก้าวขึ้นเป็นจุดยุทธศาสตร์ของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในเอเชีย
ไม่ได้แข่งราคาที่ดิน แต่แข่งโครงสร้างพื้นฐาน
หากในอดีตการเลือกซื้อที่ดินอุตสาหกรรมพิจารณาจากราคาเป็นหลัก วันนี้กติกาเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงนักลงทุนระดับโลกมองหา “ระบบนิเวศ” มากกว่าพื้นที่ว่าง
คำถามแรกไม่ใช่ ที่ดินราคาเท่าไร? แต่เป็น มีไฟฟ้าพอหรือไม่? ตามมาด้วยคำถามว่า มีน้ำเพียงพอสำหรับระบบหล่อเย็นหรือไม่ อินเทอร์เน็ตเชื่อมต่อได้กี่เส้นทาง และพื้นที่มีความเสี่ยงน้ำท่วมมากน้อยเพียงใด ทั้งหมดกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ตัดสินว่าดีลระดับหมื่นล้านบาทจะเดินหน้าต่อหรือยุติลง
แม้ภาพรวมตลาดจะคึกคัก แต่เบื้องหลังกลับเต็มไปด้วยการแข่งขันที่เข้มข้น ข้อมูลของซาวิลล์พบว่า นักลงทุนที่เข้ามาสำรวจพื้นที่จำนวนมาก ไม่ได้หมายความว่าจะลงทุนจริง
“ในทุกๆ ผู้สนใจ 10 ราย จะมีเพียง 4-5 รายเท่านั้น ที่เดินหน้าศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการอย่างจริงจัง ส่วนที่เหลือยังอยู่ในขั้นสำรวจตลาดและประเมินศักยภาพของประเทศไทยกลุ่มที่สามารถเดินหน้าสู่การลงทุนได้”
ส่วนใหญ่ คือผู้ประกอบการระดับ Hyperscale ซึ่งเป็นผู้ให้บริการดาต้าเซนเตอร์รายใหญ่ของโลก ที่ต้องการใช้ไฟฟ้าสูงถึง 150-300 เมกะวัตต์ต่อโครงการ ด้วยขนาดการลงทุนที่มหาศาล นักลงทุนจึงใช้เวลาหลายเดือน หรือบางกรณีนานเป็นปีในการทำ Feasibility Study และ Due Diligence
ตั้งแต่การตรวจสอบโครงสร้างดิน การออกแบบเส้นทางเข้า-ออกอย่างน้อย 2 เส้นทางรองรับเหตุฉุกเฉิน ไปจนถึงการศึกษาประวัติน้ำท่วมย้อนหลังนานกว่า 100 ปี ทุกขั้นตอนล้วนเป็นการลดความเสี่ยงของโครงการที่มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท
ประภาพร ระบุว่า โครงการที่ผ่านการศึกษาของทั้งนักลงทุนไทยและจีนหลายแห่ง เตรียมเริ่มก่อสร้างในปี 2570 สะท้อนว่าตลาดแม้จะปิดดีลได้ยาก แต่เมื่อสำเร็จแล้วจะเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่สร้างเม็ดเงินมหาศาล
EEC ครองทำเลทองดาต้าเซนเตอร์
เมื่อการแข่งขันไม่ได้อยู่ที่ราคาที่ดิน ทำเลที่มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อม! จึงเป็นสินทรัพย์ล้ำค่านักลงทุนส่วนใหญ่ต้องการพื้นที่ขนาด 50-100 ไร่ และพร้อมจ่ายราคาสูงถึง 8-12 ล้านบาทต่อไร่ หากมั่นใจว่าสามารถรองรับระบบสาธารณูปโภคได้ครบถ้วน
พื้นที่ที่ยังได้รับความนิยมสูงสุดคือเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยเฉพาะชลบุรี และระยอง ซึ่งมีความพร้อมด้านไฟฟ้า น้ำ ระบบคมนาคม และเครือข่ายสื่อสาร รองลงมาคือ สมุทรปราการ ซึ่งได้รับความสนใจจากทั้งนักลงทุนไทยและจีน เพราะอยู่ใกล้กรุงเทพฯ และเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานหลักได้สะดวก
ขณะเดียวกัน หลายจังหวัดกำลังถูกจับตาในฐานะ “ดาวรุ่ง” ของการลงทุนรอบใหม่พระนครศรีอยุธยาได้รับความสนใจจากความพร้อมด้านน้ำและไฟฟ้า โดยเฉพาะพื้นที่อำเภออุทัย ที่มีระบบป้องกันน้ำท่วมสูงถึง 7 เมตร แม้ยังต้องเผชิญภาพจำจากมหาอุทกภัย ปี 2554 ส่วนสระบุรีและราชบุรี มีข้อได้เปรียบจากการอยู่ใกล้แหล่งผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ ทำให้เริ่มเห็นนักลงทุนและกลุ่มทุนท้องถิ่นเข้ามาจับจองพื้นที่แม้แต่ขอนแก่นก็เริ่มมีผู้พัฒนาไทยรายกลางและรายย่อยเข้ามาศึกษาความเป็นไปได้ สะท้อนว่าความต้องการดาต้าเซนเตอร์กำลังขยายออกนอกพื้นที่อุตสาหกรรมเดิม
"ไฟ-น้ำ" ทรัพยากรที่แย่งชิงหนักกว่าที่ดิน
แม้ประเทศไทยจะยังมีที่ดินรองรับการลงทุน แต่สิ่งที่กำลังขาดแคลนกลับเป็นทรัพยากรที่มองไม่เห็นนั่นคือ “กำลังไฟฟ้า” ปัจจุบัน นักลงทุนจำนวนมากแข่งขันกันจองสิทธิ์ใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ โดยเฉพาะพื้นที่ที่สามารถรองรับกำลังไฟระดับ 150 เมกะวัตต์ ขึ้นไปหลายพื้นที่มีผู้เล่นรายใหญ่จับจองกำลังไฟไว้ล่วงหน้า ส่งผลให้ผู้ลงทุนรายใหม่
แม้จะหาที่ดินได้ ก็ไม่สามารถเริ่มโครงการได้ทันที ขณะเดียวกัน “น้ำ” ก็เป็นอีกปัจจัยที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะดาต้าเซนเตอร์ต้องใช้ระบบหล่อเย็นที่มีเสถียรภาพตลอด 24 ชั่วโมง หากพื้นที่มีข้อจำกัดด้านแหล่งน้ำ โครงการก็อาจไม่ผ่านการพิจารณาจึงไม่ใช่เรื่องเกินจริงที่จะกล่าวว่า วันนี้การแข่งขันของอุตสาหกรรมดาต้าเซนเตอร์ คือการแข่งขันเพื่อแย่งชิง “น้ำและไฟ” มากกว่าการแย่งซื้อที่ดิน
ทุนพลังงาน-นิคมฯ ปรับเกมรับคลื่นลงทุน
กระแส “ดาต้าเซนเตอร์” ยังส่งผลให้ผู้ประกอบการกลุ่มพลังงานและนิคมอุตสาหกรรมเร่งปรับยุทธศาสตร์ธุรกิจหลายบริษัทมีแลนด์แบงก์ขนาดใหญ่รองรับการพัฒนาโครงการอยู่แล้ว แต่ยังขาดองค์ความรู้เฉพาะด้าน จึงเลือกใช้แนวทางร่วมทุนกับพันธมิตรต่างชาติ หรือดึงผู้เชี่ยวชาญด้านดาต้าเซนเตอร์เข้ามาเป็นที่ปรึกษา
การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ทำให้บทบาทของผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการขายที่ดินอีกต่อไป แต่ต้องยกระดับตัวเองเป็นผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลครบวงจร
** โจทย์ใหญ่ของไทย ต้องสร้างความพร้อม
แม้เม็ดเงินลงทุนส่วนใหญ่จะมาจากกลุ่มทุนในสิงคโปร์ ยุโรป รวมถึงนักลงทุนไทยและจีน ที่ต้องการใช้ประเทศไทยเป็นฐานขยายธุรกิจในอาเซียน แต่การตัดสินใจลงทุนในระยะยาวยังขึ้นอยู่กับความพร้อมของประเทศ
บทบาทของภาครัฐจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้า การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การขยายโครงข่ายไฟฟ้าแรงสูง และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลให้เพียงพอกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นเพราะหากระบบสาธารณูปโภคไม่สามารถเติบโตได้ทัน ความได้เปรียบของไทยก็อาจถูกประเทศคู่แข่งในภูมิภาคช่วงชิงไป
** สูตรดึงเม็ดเงินลงทุนอยู่ที่ “น้ำ-ไฟ-เน็ต”
กระแส “ดาต้าเซนเตอร์” กำลังเปลี่ยนแผนที่การลงทุนของประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่การแข่งขันอยู่บนฐานของต้นทุนที่ดิน วันนี้การแข่งขันกลับอยู่ที่ศักยภาพของโครงสร้างพื้นฐานพื้นที่ที่สามารถตอบโจทย์เรื่องไฟฟ้า น้ำ ระบบอินเทอร์เน็ต และการป้องกันน้ำท่วม จะกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน การลงทุน “ดาต้าเซนเตอร์” ไม่ได้เป็นเพียงโอกาสของเจ้าของที่ดินหรือผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม แต่ยังเป็นบททดสอบสำคัญของประเทศไทยในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานให้ทันกับเศรษฐกิจดิจิทัลโลก เพราะท้ายที่สุดแล้ว การแข่งขันครั้งนี้ไม่ได้วัดกันที่ว่า “ใครมีที่ดินมากกว่า” หากแต่วัดกันที่ว่า “ใครมีน้ำ มีไฟ และมีความพร้อมมากพอ” ที่จะทำให้นักลงทุนระดับโลกตัดสินใจปักหมุดเม็ดเงินมหาศาลไว้ในประเทศไทย



