วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม 2569

Login
Login

‘ชาติศิริ’ ลั่นทุนนอกแห่ลงทุนไทย ‘พลังงานสะอาด-ดาต้าเซนเตอร์’ ชู ‘เพอร์มาตา’ เรือธงหนุนเติบโต

“ชาติศิริ” ธนาคารกรุงเทพ ชี้ เศรษฐกิจไทยยังเอื้อลงทุนในระยะกลาง-ยาว “ต่างชาติ” แห่ลงทุนไทยต่อเนื่อง ใน “พลังงานสะอาด-ดาต้าเซนเตอร์” ยังคงเป้าสินเชื่อปีนี้โต3% จากแรงหนุนเพอร์มาตา-ธุรกิจยังลงทุนต่อเนื่อง พร้อมคุมหนี้เสียไม่ให้เกินบวกลบ 3.5% ปีนี้


‘ชาติศิริ’ ลั่นทุนนอกแห่ลงทุนไทย ‘พลังงานสะอาด-ดาต้าเซนเตอร์’  ชู ‘เพอร์มาตา’ เรือธงหนุนเติบโต ธนาคารกรุงเทพ” ยังมีมุมมองบวกสำหรับ “เศรษฐกิจไทย” จากปัจจัยโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการลงทุนทั้งในระยะกลางถึงระยะยาว หลัง “เม็ดเงินลงทุน” เข้ามาต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมอง “ประเทศอินโดนีเซีย” ยังเป็นขุมทรัพย์สำหรับ “เศรษฐกิจไทยและอาเซียน” ที่น่าลงทุนที่เป็น “โอกาส” สำหรับธุรกิจไทยในระยะข้างหน้า

นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) กล่าวว่า ในส่วนของเศรษฐกิจไทยยังมีมุมมอง “เชิงบวก” ต่อการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ โดยนโยบายรัฐบาลปัจจุบันเอื้อต่อการลงทุนระยะกลางและระยะยาว 

สิ่งที่น่าจับตามองคือ ตัวเลขการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ผ่านการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

เหล่านี้ล้วนสะท้อนว่า “ประเทศไทย” ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจสำหรับการประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ ๆ เช่น พลังงานสะอาด (Renewable Energy) ศูนย์ข้อมูล (Data Center) อุตสาหกรรมสุขภาพและเวลเนส (Health & Wellness) อุตสาหกรรมอาหาร

ซึ่งคาดหวังว่าเมื่อโครงการลงทุนเหล่านี้เริ่มเข้าสู่ขั้นตอนการผลิตในอีก 2-3 ปีข้างหน้า จะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยปรับพื้นฐานเศรษฐกิจของไทยขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง และอาจนำไปสู่การเติบโตของจีดีพีให้เติบโตกว่าในปัจจุบันได้

อีกทั้ง มองว่าการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ควรสนับสนุนแนวทาง Reinvent Thailand ของรัฐบาล และคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่โฟกัสใน 5-7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับ ภาพรวมธุรกิจธนาคารแม้จะมีความท้าทายจากปัจจัยภายนอก เช่น ราคาน้ำมันหรือความขัดแย้งทางการค้า แต่เชื่อว่าธนาคารกรุงเทพยังคงรักษาระดับผลประกอบการได้ตามเป้าหมาย โดยยังคงเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อไว้ที่บวกลบ 3%

สำหรับปีนี้ ซึ่งในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาก็ถือว่าทำได้ตามค่าเฉลี่ย 
สำหรับ ภาพรวมหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ “เอ็นพีแอล” ธนาคารตั้งเป้าคุมไว้ไม่ให้เกินบวกลบ 3.5% ในปีนี้ ซึ่งปัจจุบันหนี้เสียยังอยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้และเป็นไปตามสภาพเศรษฐกิจ
 

  • เรายังเห็นการเข้ามาลงทุนในไทยต่อเนื่อง รวมถึงลูกค้าแบงก์ ที่ยังมีดีมานด์การลงทุนอยู่ ทั้งดาต้าเซนเตอร์ พลังงานสะอาด ซึ่งทำให้มีดีมานด์เข้ามาผ่านแบงก์ให้สินเชื่อยังเติบโตได้”

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าภายใต้เศรษฐกิจและผลกระทบจากสงครามการค้า ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นทำให้มีลูกค้าหันมาปรับโครงสร้างหนี้ต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่ธนาคารต้องเร่งดูแลประคับประคองลูกหนี้ต่อเนื่อง

สำหรับ การเติบโตในธุรกิจต่างประเทศของธนาคาร ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะอินโดนีเซียซึ่งเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญ รวมถึงธนาคารสาขาในจีน ไต้หวัน และฮ่องกง ที่ยังคงมีลูกค้าเข้ามาลงทุนไทย และออกไปลงทุนต่างประเทศต่อเนื่อง

ในส่วนของอินโดนีเซีย ธนาคารเชื่อว่าเป็นเศรษฐกิจที่มีศักยภาพในระยะยาวและมีพื้นฐานเศรษฐกิจที่ดีเป็นอันดับต้น ๆ ในอาเซียน

ดังนั้น ธุรกิจในอินโดนีเซียคือ หัวใจสำคัญในการสร้างรายได้ต่างประเทศให้กับกลุ่มธนาคารกรุงเทพมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านธนาคารเพอร์มาตา (Permata) ที่ยังเป็นเรือธงการเติบโตให้กับธนาคารและช่วยให้เครือข่ายของธนาคารสามารถให้บริการลูกค้าไทยและลูกค้าในภูมิภาคที่ต้องการเข้าไปลงทุนในอินโดนีเซียได้ต่อเนื่อง

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการ ธนาคารกรุงเทพกรุงเทพ กล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทย โดยปีนี้ยังคาดการณ์จีดีพีไทยที่คงเดิม 1.5-2% และยอมรับว่ามีปัจจัยเสี่ยงภายนอกที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังไม่นิ่ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลก

อีกทั้ง ยังมาจากความเสี่ยงสงครามการค้าโลกที่อาจรุนแรงขึ้น หากสหรัฐตัดสินใจยกเลิกข้อตกลง USMCA หรือเดิมคือ NAFTA ซึ่งเป็นเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ดังนั้น ธุรกิจไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาที่จะตามมาในการค้ากับสหรัฐ 

ในส่วนของปัจจัยภายในประเทศ ยังมีความเสี่ยงจากผลกระทบของภูมิรัฐศาสตร์ที่จะ “กดดัน” ให้สินค้าจากจีนทะลักเข้ามาสู้กับธุรกิจไทยมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยขนาดที่ใหญ่กว่าและต้นทุนที่ถูกกว่า รวมถึงความผันผวนในตลาดทุนโลกที่ต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีและ AI ที่เริ่มอยู่ในจุดที่น่ากังวล

หลังจากมองว่าเศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยง ทั้งนโยบายการคลังก็มีรูมไม่มาก ดังนั้น ต่อไปน่ากังวลใจและอยากเตือนทุกคนว่า ภายใต้ Geopolitics ที่ยังไม่จบ ทำให้จีนออกจากประเทศมาเรื่อย ๆ และทำให้จีนต้องออกมาแข่งขันกับธุรกิจไทยมากขึ้น ด้วยสเกลใหญ่ ต้นทุนถูกที่เป็นความเสี่ยงอย่างยิ่งสำหรับไทยรวมถึงตลาดโลกที่มีความผันผวน โดยเฉพาะการขึ้นของกลุ่ม AI มาขึ้นไปถึงจุดหนึ่งมันก็จะเริ่มกังวลใจและปัญหาอาจตามมาได้”

อย่างไรก็ตาม มองว่าจากบทเรียนที่อินโดนีเซียเผชิญในช่วงที่ผ่านมา อาจทำให้ต้องมองย้อนกลับมาที่ไทยให้ระมัดระวังมากขึ้น ที่จะประกาศนโยบายต่าง ๆ ที่ใช้เงินเยอะเกินไป เพราะตลาดโลกในปัจจุบันไม่เหมือนเดิมอ่อนไหวกับข่าวค่อนข้างมาก นักลงทุนปรับตัวเร็วมาก ดังนั้น นโยบายที่สุ่มเสี่ยง หรือกระทบต่อมุมมองเครดิต อาจทำให้ผลกระทบตามมาอย่างมีนัยสำคัญได้