วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม 2569

Login
Login

Cloud 11เดิมพัน2หมื่นล้านปั้น Creative Infrastructureที่ไทยยังไม่มี

ในวันที่มิกซ์ยูสแข่งขันกันด้วยห้าง ออฟฟิศ และคอนโด Cloud 11 เลือกเดิมพันต่างออกไป ด้วยการสร้าง "โครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์" ไม่ใช่แค่ปลายทางของผู้บริโภค แต่เป็นต้นทางของครีเอเตอร์ นักลงทุน และแบรนด์ หากโมเดลนี้สำเร็จ เซาท์สุขุมวิทอาจไม่ได้เป็นเพียงทำเลใหม่ แต่จะกลายเป็น "เครื่องยนต์เศรษฐกิจสร้างสรรค์" แห่งใหม่ของเอเชีย

 จากมิกซ์ยูส สู่ Creative Infrastructure

ทุกวันนี้ โครงการมิกซ์ยูสแทบทุกแห่งมีสูตรสำเร็จคล้ายกันห้างสรรพสินค้า ออฟฟิศ โรงแรม และที่อยู่อาศัย ถูกผสานเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างทราฟฟิกและมูลค่าอสังหาริมทรัพย์แต่ Cloud 11 กำลังเดินอีกเกม
แทนที่จะถามว่า "จะทำอย่างไรให้คนมาเดินห้าง"คำถามของโครงการกลับเป็น "จะทำอย่างไรให้คนสร้างธุรกิจได้"

นี่คือความแตกต่างสำคัญของโครงการมูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท บนพื้นที่กว่า 250,000 ตารางเมตร ที่ประกาศตัวเป็น Creative Landmark แห่งใหม่ของประเทศไทยเพราะสิ่งที่กำลังสร้าง ไม่ใช่เพียงปลายทางของผู้บริโภค แต่คือ "โครงสร้างพื้นฐาน" ของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์
 

 ทำไม Creative Infrastructure จึงสำคัญกว่าตึกสวย

ประเทศไทยมีครีเอเตอร์เก่งจำนวนมากไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ซีรีส์ ดนตรี เกม แฟชั่น หรือคอนเทนต์ ที่เริ่มได้รับการยอมรับในระดับโลกแต่สิ่งที่ยังขาด คือ "ระบบนิเวศ"หลายโปรเจกต์จบลงเพราะหาเงินทุนไม่ได้หลายไอเดียไม่สามารถต่อยอดเชิงธุรกิจหลายแบรนด์ไม่รู้จะจับมือกับใครCloud 11 จึงวางตัวเองเป็น "ตัวกลาง" ที่เชื่อม Creator, Brand, Investor และ Consumer ให้อยู่ในพื้นที่เดียวกันเป้าหมายไม่ใช่แค่สร้างสถานที่แต่สร้าง "โอกาส" ให้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ

จุดขายที่คู่แข่งไม่มี คือสร้าง "เศรษฐกิจแห่งการ Collaboration"

หัวใจของ Cloud 11 ไม่ใช่ร้านค้าแต่คือการออกแบบพื้นที่ให้เกิดการพบกันของผู้คนจากหลายอุตสาหกรรมตั้งแต่ศิลปิน ผู้กำกับภาพยนตร์นักดนตรี นักลงทุน สตาร์ทอัพไปจนถึงแบรนด์ระดับโลก

แนวคิดนี้เรียกว่า Cross-Business Collaborationเพราะหลายครั้ง นวัตกรรมไม่ได้เกิดจากการทำงานคนเดียวแต่เกิดจาก "คนต่างวงการ" ที่ได้เจอกันในเวลาที่เหมาะสมCloud 11 จึงพยายามเปลี่ยนพื้นที่อสังหาริมทรัพย์ ให้กลายเป็นพื้นที่แห่ง "การสร้างโอกาส"
 

11 Passion Engines เมื่อทุกอุตสาหกรรมอยู่ใน Ecosystem เดียวกัน

อีกจุดที่แตกต่าง คือการรวม 11 อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไว้ในพื้นที่เดียวทั้ง

  •  อาหาร
  •  ศิลปะ
  •  ดนตรี
  •  ภาพยนตร์
  •  เกม
  •  กีฬา
  •  แฟชั่น
  •  คอนเทนต์
  •  งานเทศกาล
  •  Urban Park
  •  การเต้น

แนวคิดนี้ทำให้พื้นที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงรองรับกิจกรรมแต่ทำหน้าที่ "สร้างการเชื่อมโยง" ระหว่างอุตสาหกรรมยิ่งผู้คนหลากหลายเข้ามาอยู่ร่วมกันมากเท่าไรโอกาสเกิดธุรกิจใหม่ก็ยิ่งเพิ่มขึ้น

ลงทุนอีกพันล้านสร้างโรงงานผลิตคอนเทนต์ครบวงจร

สิ่งที่สะท้อนแนวคิด Creative Infrastructure ชัดที่สุดคือการลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาทเพื่อสร้างระบบผลิตคอนเทนต์ครบวงจรตั้งแต่

  •  สตูดิโอถ่ายทำ
  •  ห้องบันทึกเสียง
  •  ห้องซ้อมเต้น
  •  Post-production
  •  Live Commerce Studio

นั่นหมายความว่าตั้งแต่เริ่มคิดไอเดียผลิตผลงานจนถึงสร้างรายได้สามารถเกิดขึ้นได้ภายใน Ecosystem เดียวซึ่งเป็นโมเดลที่พบได้ไม่มากในโครงการอสังหาริมทรัพย์ทั่วไป

 ไม่ใช่แค่ผู้เช่า แต่คือ "พันธมิตร"

รายชื่อผู้เข้าร่วมโครงการ สะท้อนภาพดังกล่าวได้ชัดเจนทั้ง

  •  1500 Sound Academy จากสหรัฐฯ
  •  Kantana
  •  TrueVisions
  •  SM True
  •  Cat Radio
  •  Trendy Gallery
  •  Doc Club & Friends
  •  theCOMMONS

แต่สิ่งที่น่าสนใจ ไม่ใช่จำนวนแบรนด์คือบทบาทของแต่ละรายทุกแบรนด์ถูกวางให้เป็น "ผู้สร้างคอนเทนต์"ไม่ใช่เพียงผู้เช่าพื้นที่ยกตัวอย่างtheCOMMONS ไม่ได้เป็นเพียง Food Community
แต่ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่พบปะของคนในย่านสุขุมวิทใต้ขณะที่ Doc Club & Friends ไม่ได้เป็นเพียงโรงภาพยนตร์แต่เป็น Community ของคนทำหนัง พร้อมรองรับเทศกาลภาพยนตร์ระดับนานาชาติ

ปั้น เซาท์สุขุมวิท ให้เป็น Creative District

หากมองในภาพใหญ่Cloud 11 ไม่ได้ต้องการเป็นแลนด์มาร์กเพียงแห่งเดียวแต่กำลังพยายามเปลี่ยนภาพจำของ "เซาท์สุขุมวิท"จากพื้นที่รอยต่อของเมืองสู่ย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งใหม่คล้ายกับหลายเมืองระดับโลกที่ใช้ "Creative District" เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจเมื่อผู้คน ธุรกิจ และเงินลงทุน กระจุกตัวในพื้นที่เดียวผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นมักไม่ใช่แค่การเติบโตของโครงการแต่คือการเติบโตของทั้งย่าน

Cloud 11 กำลังขาย "ระบบนิเวศ" มากกว่าอสังหาริมทรัพย์หากมองเพียงผิวเผิน Cloud 11 อาจเป็นอีกหนึ่งโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่แต่เมื่อมองลึกลงไปสิ่งที่โครงการกำลังสร้าง ไม่ใช่ศูนย์การค้าไม่ใช่อาคารสำนักงานและไม่ใช่เพียงแลนด์มาร์กแห่งใหม่

แต่คือ "Creative Ecosystem"ระบบนิเวศที่ทำให้ครีเอเตอร์ แบรนด์ นักลงทุน และผู้บริโภค สามารถพบกัน สร้างสรรค์ และต่อยอดธุรกิจได้ในที่เดียวหากโมเดลนี้เดินหน้าได้ตามเป้าหมาย ความสำเร็จของ Cloud 11 อาจไม่ได้วัดจากจำนวนผู้มาเยือนต่อวัน

แต่อาจวัดจากจำนวนธุรกิจใหม่ ความร่วมมือใหม่ และมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากพื้นที่แห่งนี้เพราะในยุคที่ "ความคิดสร้างสรรค์" กลายเป็นทรัพยากรสำคัญของโลก ผู้ชนะอาจไม่ใช่ผู้ที่มีพื้นที่มากที่สุด แต่คือผู้ที่สร้าง "ระบบนิเวศ" ให้ความคิดเหล่านั้นเติบโตได้จริง