‘วิทวัส’ ซีอีโอ ‘แกรนด์ แอสเสท’ ยืนยันมีแหล่งเงินจากไพรเวทฟันด์สิงคโปร์และธนาคารเยอรมนีวงเงิน 5,700 ล้านบาท รองรับการซื้อคืนทรัพย์สิน โรงแรม ‘รอยัล ออคิด เชอราตัน’ ตามสัญญา พร้อมเดินหน้าเจรจาขาย 2-3 โครงการมูลค่าสูง เพื่อนำเงินชำระหุ้นกู้ หลังยอมรับตลาดอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัวกดดันกระแสเงินสด
เปิดไพรเวทฟันด์ 5.7 พันล้าน ซื้อคืนทรัพย์สินภายใน 30 วัน
นายวิทวัส วิภากุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และกรรมการบริหาร บริษัท แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ GRAND เปิดเผย "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า บริษัทมีเจตนาซื้อคืนทรัพย์สินตามข้อผูกพันในสัญญา แต่ไม่สามารถดำเนินการตามวิธีการชำระราคาซื้อคืนโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน จากกองทรัสต์ GROREIT (ตามกำหนดในมูลค่า 4,873 ล้านบาท) ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เอ็มเอฟซี แจ้งมาได้ เนื่องจากไม่เป็นไปตามข้อตกลงที่กำหนดไว้ตั้งแต่ต้น
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกระบวนการซื้อคืนโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการตามเงื่อนไขของสัญญา โดยบริษัทยืนยันว่าไม่มีอุปสรรคในการซื้อคืน เนื่องจากไม่มีนโยบายขายโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน
นายวิทวัส กล่าวว่า ล่าสุดบริษัทได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุนจากไพรเวทฟันด์ในประเทศสิงคโปร์ และธนาคารจากประเทศเยอรมนี รวมวงเงิน 187 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 5,700 ล้านบาท เพื่อรองรับการดำเนินธุรกรรมดังกล่าว คาดว่าจะสามารถสรุปขั้นตอนทั้งหมดได้ภายใน 30 วัน หลังจากหารือรายละเอียดร่วมกับ บลจ.วรรณ และ MFC แล้วเสร็จ
“บริษัทไม่มีปัญหาสภาพคล่อง ผลประกอบการยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี การจัดหาแหล่งเงินทุนได้ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว”
ยอมรับกระแสเงินสดตึงตัว เหตุอสังหาฯ ซบเซา
สำหรับสถานการณ์ของแกรนด์ แอสเสท นายวิทวัสยอมรับว่า บริษัทเผชิญภาวะกระแสเงินสดตึงตัว จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ส่งผลให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ชะลอลง ผู้บริโภคใช้เวลาตัดสินใจซื้อนานขึ้น ทำให้การโอนและการรับรู้รายได้ไม่เป็นไปตามแผน
ปัจจัยดังกล่าวเป็นเหตุผลสำคัญที่บริษัทตัดสินใจขอเลื่อนกำหนดชำระหุ้นกู้ออกไปอีก 2 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางธุรกิจและการบริหารสภาพคล่อง
เร่งขาย 2-3 โครงการ ปลดล็อกภาระหุ้นกู้
ขณะเดียวกัน บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาขายโครงการอสังหาริมทรัพย์ 2-3 โครงการ เพื่อนำเงินที่ได้รับมาใช้ชำระคืนหุ้นกู้ โดยมีทั้งโครงการร่วมทุนกับพันธมิตรญี่ปุ่นและโครงการที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรี ได้แก่ โครงการไฮด์ เฮอริเทจ ทองหล่อ ซึ่งร่วมทุนกับซูมิโตโม ฟอเรสทรี โครงการคอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ถนนเจริญนคร บนพื้นที่กว่า 8 ไร่ ซึ่งร่วมทุนกับซูมิโตโม ฟอเรสทรี รวมถึงโครงการอมาธารา เรสซิเดนเซส จังหวัดระยอง
การทยอยจำหน่ายสินทรัพย์ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนเสริมสภาพคล่องและบริหารภาระหนี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ถือหุ้นกู้และนักลงทุน ท่ามกลางภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ยังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป


