หลายปีที่ผ่านมา ESG ถูกมองว่าเป็น "ต้นทุน" ของธุรกิจ แต่วันนี้กติกากำลังเปลี่ยน เมื่อแสนสิริจับมือกสิกรไทย สร้าง Green Ecosystem ครบวงจร ตั้งแต่ Green Bond, Green Loan จนถึงสินเชื่อบ้านสีเขียว นี่อาจไม่ใช่แค่ความร่วมมือระหว่างบริษัทกับธนาคาร แต่คือการประกาศว่า "เงินทุนสีเขียว" กำลังกลายเป็นแต้มต่อใหม่ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย
ถ้าวันนี้ยังมอง ESG เป็น "ต้นทุน" อาจกำลังพลาดเกมใหญ่ เมื่อก่อนการสร้างอาคารประหยัดพลังงาน การติดตั้งโซลาร์เซลล์ หรือการลดการปล่อยคาร์บอน ถูกมองว่าเป็น "ค่าใช้จ่ายเพิ่ม"หลายองค์กรทำเพราะแรงกดดันจากผู้ถือหุ้น หรือเพื่อสร้างภาพลักษณ์ด้านสิ่งแวดล้อมแต่วันนี้ โลกธุรกิจกำลังส่งสัญญาณอีกแบบเพราะสิ่งที่เรียกว่า "ความยั่งยืน" ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของภาพลักษณ์อีกต่อไป หากกำลังกลายเป็น "ใบเบิกทาง" ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในภาคธุรกิจที่ใช้พลังงานและทรัพยากรมากที่สุดคำถามจึงไม่ใช่ "จะทำ ESG หรือไม่"แต่คือ "ใครทำได้ก่อน"และนั่นคือเหตุผลที่ความร่วมมือระหว่าง แสนสิริและ ธนาคารกสิกรไทยถูกจับตามองในฐานะจุดเปลี่ยนของวงการอสังหาฯ ไทย
จาก "บ้านสีเขียว" สู่ "ระบบนิเวศสีเขียว"
ที่ผ่านมา ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลายรายต่างพยายามสร้างโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแต่ส่วนใหญ่ การพัฒนายังคงเกิดขึ้นเป็นรายโครงการสิ่งที่แสนสิริกำลังทำ แตกต่างออกไปเพราะเป้าหมายไม่ใช่เพียงการสร้าง "บ้านสีเขียว"แต่คือการสร้าง Green Ecosystemครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ
ตั้งแต่การระดมทุนผ่าน Green Bond การพัฒนาโครงการด้วย Green Project Loanไปจนถึงการส่งต่อประโยชน์ถึงผู้ซื้อบ้านผ่าน Green Retail Loanกล่าวอีกนัยหนึ่งทุกขั้นตอนของการพัฒนาโครงการ ถูกเชื่อมโยงด้วย "เงินทุนสีเขียว"
ทำไม Green Finance จึงสำคัญกว่าที่คิด
หลายคนอาจมองว่า Green Bond หรือ Green Loan เป็นเพียงศัพท์ทางการเงินแต่ในความเป็นจริง เครื่องมือเหล่านี้กำลังเปลี่ยนวิธีการแข่งขันของธุรกิจเพราะเมื่อโครงการผ่านเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม ก็มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มีต้นทุนต่ำกว่าต้นทุนการเงินที่ลดลงหมายถึงศักยภาพในการลงทุนที่มากขึ้นหมายถึงความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้นและอาจหมายถึงกำไรที่ดีขึ้นในระยะยาว
นี่คือเหตุผลที่หลายประเทศกำลังผลักดันตลาด Green Finance อย่างจริงจังรวมถึงประเทศไทย ผ่านเกณฑ์ Thailand Taxonomyที่กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการลงทุน
แสนสิริ...เลือกเป็น Fast Mover
นายอุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทไม่ได้เริ่มทำเรื่องความยั่งยืนเพราะกฎเกณฑ์ใหม่แต่ฝังแนวคิดนี้ไว้ตั้งแต่กระบวนการออกแบบ ผ่านแนวทาง Sansiri Sustainable Designการใช้ Thailand Taxonomy จึงไม่ใช่การ ทำให้"ผ่าน"แต่เป็นเครื่องมือยืนยันมาตรฐานที่องค์กรดำเนินการอยู่แล้ว
ผลลัพธ์คือ แสนสิริกลายเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายแรกของไทยที่ได้รับ Green Loanและเป็นรายแรกในกลุ่มที่อยู่อาศัยที่ออกGreen Bondผ่านการรับรองจาก Bureau Veritasสะท้อนว่า ความได้เปรียบด้านความยั่งยืน สามารถแปลงเป็นความได้เปรียบด้านการเงินได้จริง
3 กลไก เปลี่ยนความยั่งยืนให้จับต้องได้
ความร่วมมือครั้งนี้ประกอบด้วย 3 เครื่องมือสำคัญ
Green Bond
แสนสิริออกหุ้นกู้สีเขียวเป็นครั้งแรกของธุรกิจที่อยู่อาศัยไทย เพื่อนำเงินไปพัฒนาโครงการคาร์บอนต่ำบนทำเลสารสินถือเป็นการเชื่อมโยงตลาดทุนเข้ากับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อย่างเป็นระบบ
Green Project Loan
กสิกรไทยอนุมัติสินเชื่อสีเขียว 4,000 ล้านบาท สำหรับพัฒนา 3 โครงการคอนโดมิเนียมที่ผ่านเกณฑ์ Thailand Taxonomyจุดเด่นคือ อาคารสามารถลดการใช้พลังงานได้ประมาณ 25-35%ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงการลดคาร์บอนแต่แปลเป็น "ค่าไฟที่ลดลง" ของผู้อยู่อาศัยในระยะยาว
Green Retail Loan
เมื่อโครงการเป็นสีเขียว ผู้ซื้อบ้านก็ได้รับประโยชน์กสิกรไทยจึงต่อยอดด้วยสินเชื่อบ้านสีเขียว มอบอัตราดอกเบี้ยปีแรกเริ่มต้นเพียง 1.50% พร้อมสิทธิประโยชน์ค่าจดจำนองสำหรับโครงการสีเขียวของแสนสิริกว่า 100 โครงการทั่วประเทศเป็นการเชื่อมโยงความยั่งยืนจากผู้พัฒนาโครงการ ไปสู่ผู้บริโภคโดยตรง
บ้านประหยัดพลังงานข้อได้เปรียบทางธุรกิจ
ที่ผ่านมา ผู้บริโภคอาจเลือกซื้อบ้านจากทำเล ราคา หรือฟังก์ชันแต่คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Y และ Gen Z เริ่มให้ความสำคัญกับ "ต้นทุนการอยู่อาศัยตลอดอายุบ้าน"บ้านที่ช่วยลดค่าไฟ บ้านที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ บ้านที่ปล่อยคาร์บอนต่ำจึงไม่ใช่เพียงสินค้ารักษ์โลกแต่เป็นสินค้าที่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายจริงเมื่อความต้องการของตลาดเปลี่ยนผู้ประกอบการที่ปรับตัวได้ก่อน ย่อมได้เปรียบ
เปลี่ยนทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรม
อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานแสนสิริระบุว่า ปัจจุบันทำงานร่วมกับคู่ค้าและซัพพลายเออร์กว่า 4,000 ราย ภายใต้กรอบ 3 Green Framework ได้แก่ Green Procurement, Green Construction และ Green Architecture & Designหมายความว่า การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะผู้พัฒนาโครงการแต่กำลังส่งแรงกระเพื่อมไปถึงผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง ผู้รับเหมา บริษัทออกแบบ และผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่อยู่ในระบบทั้งหมดเมื่อเจ้าของโครงการต้องการมาตรฐานสีเขียวคู่ค้าก็จำเป็นต้องปรับตัวตามและนั่นคือสิ่งที่เรียกว่า "Multiplier Effect"


