วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

เอพี ปักหมุด27โครงการมูลค่า3.23หมื่นล้านรับเกมแข่งขันครึ่งหลังปี69

เอพี รุกครึ่งหลังปี69 เปิด27โครงการ3.2 หมื่นล้าน ครอบคลุมทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม และคอนโดพร้อมขยายตลาดต่างจังหวัด

KEY POINTS

  • เอพีประกาศแผนธุรกิจครึ่งหลังปี 2569 เตรียมเปิด 27 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 32,320 ล้านบาท
  • แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 22 โครงการ และคอนโดมิเนียม 5 โครงการ โดยให้น้ำหนักกับตลาดแนวราบเนื่องจากมีดีมานด์จริง
  • มีแผนขยายตลาดสู่ต่างจังหวัด 6 แห่งภายใต้แบรนด์ "อภิทาวน์" เพื่อกระจายฐานรายได้ออกจากกรุงเทพฯ

รัชต์ชยุตม์ นันทโชติโสภณ ประธานฝ่ายบริหาร บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) เผยว่า ท่ามกลางความท้าทายและความเปลี่ยนแปลงของตลาดอสังหาฯเอพีมีแผนธุรกิจครึ่งหลังปี 2569 ด้วยการเปิดโครงการใหม่ 27 โครงการ มูลค่ารวม 32,320 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 22 โครงการ

ประกอบด้วยทาวน์โฮมและบ้านแฝด 8 โครงการ บ้านเดี่ยว 8 โครงการ และโครงการในต่างจังหวัดอีก 6 โครงการ ขณะที่กลุ่มคอนโดมิเนียมเตรียมเปิดอีก 5 โครงการ สะท้อนการรักษาจังหวะการลงทุนของ แม้ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยยังอยู่ในภาวะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเอพีให้น้ำหนักกับตลาดแนวราบซึ่งยังเป็นเซ็กเมนต์ที่มีความต้องการจริง (Real Demand) มากกว่าตลาดคอนโดมิเนียม

 

ไฮไลต์ของไตรมาส 3 อยู่ที่การเปิดตัวบ้านเดี่ยวภายใต้แบรนด์ CENTRO ได้แก่ ศรีนครินทร์–บางนา 2, พหลโยธิน–สายไหม และทวีวัฒนา 2 ซึ่งเลือกทำเลที่มีการขยายตัวของชุมชนและโครงสร้างพื้นฐานรองรับ

ด้านตลาดทาวน์โฮมและบ้านแฝด เตรียมเปิดโครงการบ้านกลางเมือง ศรีนครินทร์–บางนา รวมถึง GRANDE PLENO พหลโยธิน–ธูปะเตมีย์ และ GRANDE PLENO ปิ่นเกล้า–จรัญฯ 2 เพื่อรองรับกลุ่มครอบครัวที่ต้องการพื้นที่ใช้สอยมากขึ้นในระดับราคาที่ต่ำกว่าบ้านเดี่ยว

ส่วนตลาดคอนโด เอพีเลือกพัฒนาโครงการในทำเลที่มีดีมานด์เฉพาะ โดย ASPIRE Sathorn–Taksin Priva ชูจุดขายเป็นคอนโดขนาด 381 ยูนิต รองรับผู้ซื้อที่ต้องการความเป็นส่วนตัว และอนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ ขณะที่ GOOD DAY More Bangmod เจาะตลาดนักศึกษาและคนทำงานรุ่นใหม่ในย่านบางมด ซึ่งเป็นทำเลใกล้มหาวิทยาลัยและแหล่งงาน


 

อีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญคือการขยายตลาดภูมิภาคผ่านแบรนด์ "อภิทาวน์" เพิ่มอีก 6 จังหวัด ได้แก่ หาดใหญ่ ฉะเชิงเทรา จันทบุรี ชลบุรี สุพรรณบุรี และบุรีรัมย์ สะท้อนการกระจายฐานรายได้ออกจากตลาดกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งมีการแข่งขันสูง

ในมุมของธุรกิจ การเปิดโครงการใหม่มูลค่ากว่า 3.2 หมื่นล้านบาท ถือเป็นการส่งสัญญาณว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ยังเชื่อมั่นในกำลังซื้อระยะกลาง โดยอาศัยจุดแข็งด้านการบริหารพอร์ตสินค้าให้ครอบคลุมทุกระดับราคาและทุกประเภทที่อยู่อาศัย เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันท่ามกลางตลาดที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่

การเปิดโครงการในช่วงครึ่งหลังปีนี้จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มซัพพลายเข้าสู่ตลาด แต่เป็นการวางหมากรักษาส่วนแบ่งตลาดในช่วงที่ผู้ประกอบการหลายรายยังชะลอการลงทุน และจับตาว่ากำลังซื้อในช่วงปลายปีจะฟื้นตัวได้มากน้อยเพียงใด