น้ำท่วมที่รุนแรง ภัยแล้งที่ยาวนาน คือภัยธรรมชาติที่กำลังเตือนให้ ทุกคนในโลกตระหนักถึงภัยอันตรายที่ใกล้ตัวเข้ามาทุกทีอย่างไม่สามารถเลี่ยงได้ กรมชลประทาน ซึ่งมีหน้าที่บริหารจัดการน้ำ ก็ต้องพัฒนาเครื่องมือเพื่อรับมือกับปัญหาที่นับวันจะรุนแรงมากขึ้น
ประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า สั้นๆในการแก้ปัญหาเรื่องน้ำ คือ หาที่ให้น้ำอยู่ และหาที่ให้น้ำไป หรืออาจกล่าวได้ว่าบทบาทของกรมชลประทาน สามารถแยกออกเป็น 2 ด้าน คือการบริหารจัดการน้ำเพื่อใช้ในช่วงแล้ง กับการบริหารจัดการในช่วงฤดูฝนที่เสี่ยงเกิดภาวะน้ำท่วม
กรณีการบริหารจัดการเพื่อใช้ฤดูแล้ง หรือการหาที่ให้น้ำอยู่ จากสถิติปริมาณน้ำฝนที่ตกในประเทศไทยแต่ละปีมีมากถึง 2.5 แสนล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) แต่การเก็บมาใช้ทำได้เพียง 8 หมื่นล้าน ลบ.ม. ต่อปีเท่านั้น ที่เหลือต้องปล่อยให้ไหลลงทะเลทั้งหมด ดังนั้นทำอย่างไร จะเก็บได้มากกว่านี้ เพื่อให้พียงพอกับความต้องการที่มากขึ้น ทั้งการอุปโภค บริโภค ภาคอุตสาหกรรมและภาคการเกษตร นอกเหนือจากที่ต้องอาศัยน้ำเพื่อการรักษาระบบนิเวศ การสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ เป็นเรื่องยากแม้ว่าจะมีความจำเป็น
“สิ่งที่กรมชลประทานต้องทำภายใต้แรงกดดันของภาวะโลกร้อนนี้ คือ การทำงานที่ประณีตมากขึ้นโดยใส่ใจกับผู้น้ำมากขึ้น มองผู้ใช้น้ำโดยเฉพาะเกษตรกรเป็นพี่น้อง เป็นแนวร่วม ไม่ใช่ความขัดแย้ง"
ในขณะเดียวกัน กรมชลประทานได้ปรับปรุง พัฒนาอ่างเก็บน้ำที่มีอยู่ เพื่อเพิ่มศักยภาพการกักเก็บและขยายพื้นที่ชลประทาน โดยกำหนดแผน 20 ปี (2561-2580) จะเพิ่มพื้นที่ชลประทานอีก 17.9452 ล้านไร่ ปริมาตรน้ำเก็บกัก 13,243.00 ล้าน ลบ.ม.
จาก ตลอดระยะเวลา 120 ปีที่ผ่านมา กรมชลประทาน ได้พัฒนาแหล่งน้ำเพื่อสนับสนุนการใช้น้ำในทุกภาคส่วนกระจายอยู่ในภูมิภาคต่างๆทั่วประเทศ รวม 21,463 แห่ง คิดเป็นปริมาณน้ำรวมประมาณ 83,101.54 ล้านลบ.ม. พัฒนาพื้นที่ชลประทานไปแล้วกว่า 35.0434 ล้านไร่โดยในปี 2580 จะมีพื้นที่ชลประทานรวม 51.0878 ล้านไร่ เพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนได้ประมาณ 94,961.89 ล้านลบ.ม.
สำหรับกรณีน้ำท่วมทั้งนี้ ซึ่งการจัดการภัยพิบัติที่สำคัญมี 3 ขั้นตอน ได้แก่ ก่อนเกิดเหตุ - มาตรการป้องกันภัย , ระหว่างเกิดเหตุ – มาตรการการจัดการ และ หลังเกิดเหตุ – มาตรการฟื้นฟูและเยียวยาพื้นที่หรือผู้ประสบภัย ซึ่งกรมชลประทานจะอยู่ในขั้นตอนก่อนเกิดเหตุ หรือใน ส่วนของการป้องกันเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสิ่งก่อสร้างเพื่อป้องกันภัย การใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์ หรือ เครื่องมือในการคาดการณ์ หรือแจ้งเตือนสถานการณ์ต่างๆ และการบริหารจัดการน้ำเพื่อป้องกันหรือลดผลกระทบ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากสิ่งกีดขวางทางน้ำ
โดยกรมชลประทานได้พัฒนาประสิทธิภาพอาคารชลประทานด้วยระบบเทคโนโลยีเพื่อการบริหารจัดการน้ำที่ทันสมัย มุ่งเน้นการวางแผนและดำเนินการพัฒนาประสิทธิภาพอาคารชลประทานที่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาปรับใช้กับการบริหารจัดการน้ำทันสมัยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการส่งและการระบายน้ำ
จากเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใหม่ ทำให้การเก็บข้อมูลสถิติได้ละเอียดมากขึ้นสามารถแจ้งความข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ความผิดพลาดในการวางแผนจะไม่เกิน 10%









