โลกหลังยุคโควิด-19 กำลังถูกท้าทายจากปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง หรือ Climate Change ซึ่งเกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจนทำให้โลกร้อน และนำไปสู่โลกรวนกระทบต่อการผลิตอาหาร การเกิดโรคอุบัติใหม่ ซึ่งเป็นต้นทุนต่อเศรษฐกิจโลก
รายงาน“การค้าและการพัฒนาปี2564 จากการฟื้นตัวสู่ความยืดหยุ่น : มิติแห่งการพัฒนา” จัดทำโดย การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา(อังค์ถัด) [TRADE AND DEVELOPMENT REPORT 2021 ]สาระส่วนหนึ่งโดยสรุปชี้ว่า ภูมิภาคเอเชียเป็นเหมือนแก่นสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกเพราะเป็นหน่วยการผลิตสินค้าและการบริการที่มีผลิตภาพสูง
หลังการคลี่คลายของการระบาดโควิด-19 ขณะนี้ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของโลกเพิ่มขึ้น แต่ทางตรงกันข้ามพบว่าความยากจนก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน ปัจจัยแห่งความยากจนมาจากหลายสาเหตุ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโลกที่นำไปสู่การผลิตอาหารที่ลดลง รวมไปถึงภัยธรรมชาติที่เป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม
จากความจำเป็นเหล่านี้กำลังเป็นความท้าทายต่อการกำหนดยุทธศาสตร์ในหลายประเทศที่ต้องหันมาปรับโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนผ่านสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมีเงื่อนไขสำคัญจากปัญหาสภาพอากาศโลก
“โลกกำลังตื่นสู่การกำเนิดใหม่ทางเศรษฐกิจหลังโควิด จึงเป็นโอกาสที่จะกำหนดการทำงานใหม่ด้วยการสร้างนโยบายทางเหลือที่ต้องนำเรื่องการพัฒนาหลอมรวมกับการดูแลสิ่งแวดล้อมไว้ด้วยกัน”
รายงานยังระบุอีกว่า หลายประเทศไม่ควรพลาดโอกาสนี้ โดยผู้กำหนดนโยบายในประเทศกำลังพัฒนาต่างเร่งปรับนโยบายต่างๆเพื่อให้การก้าวผ่านอีกความท้าทายจากสภาพอากาศโลกเปลี่ยน หลังจากที่หลายประเทศได้เคยผ่านกระแสโลกาภิวัฒน์แบบสุดขั้ว และการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีมาได้แล้วก่อนหน้านี้
“เทคโนโลยีและการใช้ทรัพยากรในประเทศอย่างคุ้มค่าจะเป็นแต้มต่อให้การเปลี่ยนผ่านจากเงื่อนไขโลกร้อนนี้ส่งให้ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายสามารถยืนอยู่ได้และคงบทบาทการเป็นแหล่งขับเคลื่อนการผลิิตของโลกต่อไป”
รายงานชี้ว่า จากความจำเป็นที่กล่าวมาข้างต้นนำไปสู่นโยบายส่งเสริมการลงทุนของประเทศกำลังพัฒนาหลายแห่งที่กำลังปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ที่จะปรับสิทธิประโยชน์เพื่อให้การลงทุนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศตน
เพราะนอกจากทุนเหล่านี้จะเป็นตัวช่วยให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสีเขียวนี้สำเร็จแล้ว ยังจะเป็นอีกกลไกที่จะส่งให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจหลังโควิดดำเนินต่อไปได้
การลงทุนที่กำลังกล่าวถึงนี้หมายถึงการคงไว้ซึ่งประสิทธิภาพของการลงทุนนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐและเอกชน ที่ต่างก็ต้องการผลตอบแทนจากการลงทุนที่สูงอยู่ ผลผลิตที่สูงขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องมุ่งไปที่การจัดการสิ่งแวดล้อมด้วย และไม่เพียงเท่านั้นยังต้องให้ความสำคัญต่อแรงงานและประชากรในประเทศให้มีรายได้ที่มั่นคงและสูงขึ้นในระยะยาว
“หลายรัฐบาลกำลังพิจารณาการถอนการสนับสนุนของภาครัฐต่อลงทุนที่ล้มเหลวในเรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเป็นผลอีกด้านที่ทำให้การลงทุนสีเขียวเกิดขึ้นได้จริงและเร็วขึ้น นำไปสู่การจ้างงานขนานใหญ่ในธุรกิจสีเขียวที่จะเป็นผลต่อการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ”
นอกจากนี้ รายงานยังมุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมพลังงานทีี่มีส่วนสำคัญในการปล่อยคาร์บอนโดยประเมินว่า พลังงานหมุนเวียน ประสิทธิภาพพลังงาน และการขยายตัวโครงข่ายระบบไฟฟ้าจะสร้างงานใหม่อีกราว 19 ล้านตำแหน่งทั่วโลกในปี 2050 ขณะที่สาขาพลังงานฟอสซิลจะสูญเสียการจ้างงาน 7.4 ล้านตำแหน่ง และอาจถึง 11.6 ล้านตำแหน่ง
ดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) กล่าวว่า การส่งเสริมภาคธุรกิจสีเขียว ต้องหันมาสนใจเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเทรนของโลกที่ต้องปรับเปลี่ยนไปตามความต้องการของลูกค้าให้เป็นไปตามข้อตกลงของลูกค้า
สำหรับการลงทุนที่เกี่ยวกับภาคสิ่งแวดล้อม มีความคุ้มทุนหรือไม่นั้น ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีใหม่ที่ออกมามากมาย สามารถทำให้ธุรกิจสีเขียวคุ้มทุนได้ เช่น พลังงานทดแทนจากโซลาร์แสงอาทิตย์ มีราคาที่ถูกลงเข้าถึงได้ง่ายขึ้น สามารถคืนทุนได้ในระยะเวลาอันสั้น
ในส่วนของ บีโอไอมีแผนส่งเสริมการลงทุนให้ ธุรกิจรายเล็กหรือ SMEs ให้หันมาทำธุรกิจเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ด้วยการออกมาตราการมาอย่างต่อเนื่องเพราะอยากให้ธุรกิจทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กไปในทิศทางที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
“มีแผนที่จะยกเลิกการให้บีโอไอคือ จะไม่ส่งเสริมสินค้าที่มีการผลิตที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถผลิตได้แต่บีโอไอจะไม่เข้ามาส่งเสริมไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการก็มีการกระตือรือร้นที่จะปรับตัวให้เข้ากับเกณฑ์ที่บีโอไอเพราะว่าทางฝั่งผู้ค้าก็อาจจะบังคับกฎเกณฑ์เรื่องสิ่งแวดล้อมนี้อยู่แล้ว”
ถ้าไทยยังไม่ให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อม ในทางด้านการค้าการลงทุนจะได้รับผลกระทบ ประเทศไทยจะทำการค้าแบบที่ไม่ได้มาตรฐานโลก ซึ่งแนวทางที่เหมาะสมคือการให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อม หาทางลดก๊าซคาร์บอนยังดีกว่าการไปซื้อคาร์บอนเครดิต เพราะการลดการปลดปล่อยคาร์บอนอาจจะทำให้ประหยัดต้นทุนหรือการนำของกลับมาใช้ใหม่ ทำให้คาร์บอนฟุตปิ้นท์ลดลง และโดยใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า









