นายกฯเยือนจีนต้นก.พ.นี้เล็งหารือ ประเด็นตรวจเข้มสินค้าเกษตรไทย

นายกฯเยือนจีนต้นก.พ.นี้เล็งหารือ  ประเด็นตรวจเข้มสินค้าเกษตรไทย

เกษตรฯสั่ง ตรวจ ทุเรียน 100%ก่อนส่งออก หวั่นสารปนเปื้อน เล็ดรอด พร้อม ลุยตรวจเข้ม ยกระดับคุณภาพและความปลอดภัยผักผลไม้ไทย เล็งเจรจากงศุลจีน 5-7ก.พ. นี้

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ ครั้งที่ 1/2568  หรือฟรุ้ทบอร์ด(Fruit Board)    ว่า ได้พิจารณาวาระเร่งด่วน กรณีที่สาธารณรัฐประชาชนจีนระงับการนำเข้าทุเรียนของไทย ภายหลังตรวจพบการใช้สาร Basic Yellow 2 ในทุเรียน  โดยได้เน้นย้ำความสำคัญในการควบคุมมาตรฐานสินค้าผักและผลไม้  หาแนวทางการแก้ไขปัญหาอุปสรรคการค้า

 ซึ่งที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบเพิ่มมาตรการตรวจเข้มข้น โดยตรวจทุกตู้ที่มีการส่งออก 100% รวมไปถึงการตรวจสารแคดเมียม หนอนทุเรียน และสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในลำไยด้วย หากตรวจพบจะดำเนินการตามบทลงโทษ ตามประกาศกรมวิชาการเกษตร

“กระทรวงเกษตรฯ ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมเจ้าหน้าที่ที่จะเข้าไปตรวจตามล้งต่าง ๆ แล้ว โดยพื้นที่ภาคใต้ที่ จ.ชุมพร และนครศรีธรรมราช เป็นพื้นที่ที่จะต้องดำเนินการก่อนเนื่องจากผลผลผลิตทุเรียนกำลังจะทยอยออกสู่ตลาด ขณะเดียวกัน ในระหว่างการเตรียมความพร้อม อยากให้ความมั่นใจกับเกษตรกรว่า กระทรวงเกษตรฯ พร้อมวางมาตรการใหม่ภายใน 10 วัน และจะดำเนินการอย่างจริงจัง เพื่อยกระดับคุณภาพและความเชื่อมั่นในทุเรียนไทย อย่างไรก็ตาม ได้ประสานกับกรมการค้าภายในช่วยดูแลเรื่องราคาทุเรียน ขอความร่วมมือผู้รับซื้อทุเรียน ไม่ให้มีการกดราคา”

ทั้งนี้ วันที่ 5 – 7 ก.พ. จะเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนร่วมกับนายกรัฐมนตรี อย่างเป็นทางการ และจะนำเรื่องดังกล่าวหารือกับทางสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (General Administration of Customs of the  People's Republic China) หรือ GACC ถึงการดำเนินมาตรการที่เข้มงวดมากยิ่งขึ้นในสินค้าผักผลไม้ของไทย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและส่งออกสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร เนื่องจากสินค้าผักผลไม้ของไทยที่ส่งออกไปจีนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี โดยปี 2567 (ม.ค. –พ.ย.) ไทยส่งออกผลไม้สด 1.817 ล้านตัน มูลค่า 177,131 ล้านบาท

ทั้งนี้ กรมวิชาเกษตรได้ออกประกาศกรมวิชาการเกษตร เรื่อง มาตรการควบคุมการปนเปื้อนสารห้ามใช้ในทุเรียนผลสดส่งออกไปสาธารณรัฐประชาชนจีน พ.ศ. 2568 โดยมีผลบังคับใช้วันที่ 10 ม.ค.2568 เป็นต้นไป ดังนี้

 1. กรณีที่มีการใช้สารเคมีในกระบวนการผลิต ต้องใช้ทั้งชนิดและปริมาณที่ถูกต้อง ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง หรือตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535 หรือข้อกำหนดของประเทศคู่ค้า 

2. กรณีตรวจพบโรงคัดบรรจุใช้สารห้ามใช้หรือมีสารห้ามใช้ไว้ในครอบครอง จะถูกระงับการส่งออกและนำไปสู่การยกเลิกหนังสือสำคัญแสดงการขึ้นทะเบียนโรงงานผลิตสินค้าพืชก็ได้ 

และ 3. กรณีเจ้าหน้าที่สงสัยว่าทุเรียนมีการใช้สารห้ามใช้ ให้มีอำนาจสั่งให้โรงคัดบรรจุนำผลทุเรียนนั้นไปตรวจวิเคราะห์กับห้องปฏิบัติการ เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาออกใบรับรองสุขอนามัยพืช

สำหรับสถิติการส่งออกผลไม้ไปสาธารณรัฐประชาชนจีน ปี 2565 – 2567 พบว่า ปริมาณการส่งออกทุเรียนลดลง ขณะที่ปริมาณการส่งออกลำไยสูงขึ้นจากปีที่ผ่านมา ดังนี้ ปี 2567 ไทยส่งออกผลไม้ไปสาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวนรวมทั้งสิ้น 101,884 ตู้/ชิปเม้นท์ ปริมาณรวม 1,824,815 ตัน มูลค่ารวม 134,954 ล้านบาท โดยมีปริมาณการส่งออกลดลงจากปี 2565 และปี 2566 โดยเป็นการส่งออกทุเรียน จำนวน 52,960 ตู้/ชิปเม้นท์ ปริมาณ 824,777 ตัน มูลค่า 88,806 ล้านบาท ในส่วนของการส่งออกลำไย จำนวน 15,102 ตู้/ชิปเม้นท์ ปริมาณ 375,327 ตัน มูลค่า 16,018 ล้านบาท ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตรรายงานอีกด้วยว่า ได้เตรียมยื่นขอเปิดตลาดส่งออกลำไยทุกประเภทจาก ไทย ไปฟิลิปปินส์ เพื่อขยายตลาดเพิ่มขึ้น

ด้านนายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวถึง  จากกรณีที่จีนได้แจ้งระงับการนำเข้าสินค้าน้ำเชื่อมและน้ำตาลผสมล่วงหน้าจากไทยเป็นการชั่วคราว โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2567 นั้น ฝ่ายไทย

โดย มกอช. ได้รวบรวมรายชื่อผู้ประกอบการที่มีการส่งออกสินค้ากลุ่มดังกล่าวในช่วงคาบเกี่ยวกับการประกาศระงับนำเข้าของจีน และได้มีหนังสือถึง GACC ผ่าน สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศประจำกรุงปักกิ่ง (สปษ.ปักกิ่ง) เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2567 แจ้งขอผ่อนผันการอนุญาตนำเข้าสินค้าจากผู้ประกอบการ 2 กลุ่ม ได้แก่

1. ผู้ประกอบการที่ส่งออกสินค้า (เรือออกจากท่า) ในวันที่ 10 ธ.ค. 2567 ซึ่งผลการพิจารณาของฝ่ายจีน อนุญาตให้นำเข้าสินค้าจากผู้ประกอบการตามรายชื่อที่ มกอช. เสนอไปทั้งหมด ซึ่งช่วยบรรเทาผลกระทบของผู้ประกอบการในกลุ่มนี้

2. ผู้ประกอบการที่สินค้าผ่านกระบวนการศุลกากรเพื่อการส่งออกตั้งแต่ก่อนหรือในวันที่ 10 ธ.ค. 2567 แต่เรือออกจากท่าภายหลังวันที่ 10 ธ.ค. 2567 ซึ่งในส่วนนี้เป็นการขอเจรจาต่อรองกับฝ่ายจีนเพิ่มเติม เนื่องจาก มกอช. ได้รับทราบว่ามีผู้ประกอบการหลายรายได้รับผลกระทบจากการระงับนำเข้าอย่างกะทันหันของจีน เนื่องจากสินค้าบางส่วนที่ผ่านพิธีการศุลกากรและขนเข้าท่าเรือแล้วตั้งแต่ก่อนวันที่ 10 ธ.ค. 2567 แต่ยังอยู่ระหว่างรอกำหนดเรือออกจากท่า ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนการขนส่งทางเรือระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 3 ม.ค. 2568 เวลา 15.30 น. สปษ.ปักกิ่งได้รับแจ้งจาก GACC ว่า ไม่ผ่อนผันอนุญาตนำเข้าให้สินค้าที่ออกจากไทยหลังวันที่ 10 ธันวาคม เนื่องจากจีนถือว่าวันที่ 10 ธ.ค. 2567 เป็นวันเริ่มบังคับใช้คำสั่งระงับนำเข้า

“ขณะนี้ มกอช. ร่วมกับ อย. อยู่ระหว่างเร่งจัดทำข้อมูลเพื่อเสนอขอยกเลิกการระงับนำเข้า โดยจะจัดส่งแนวทางการควบคุมความปลอดภัยอาหารในระบบการผลิตอาหารของไทย ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดในประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับ 420 ที่กำกับดูแลโดย อย. พร้อมทั้งส่งรายชื่อผู้ประกอบการที่ได้รับการรับรองจาก อย. แล้ว เพื่อขอให้จีนพิจารณายกเลิกระงับนำเข้าต่อไป”