background-default

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม 2569

Login
Login

เอกชนเกือบ 200 องค์กร ออกโรง ‘คัดค้าน’ ค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท ทั่วประเทศ

เอกชนเกือบ 200 องค์กร ออกโรง ‘คัดค้าน’ ค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท ทั่วประเทศ

“เศรษฐา” ชิงประกาศขึ้นค่าแรง 400 บาท ทั่วประเทศ 1 ต.ค.นี้ ยืนยันการเมืองไม่ได้แทรกแซง ฝ่ายลูกจ้างยื่นข้อเสนอบางกิจการเกิน 400 บาท นายจ้างเสนอเลื่อนขึ้นค่าจ้าง ด้านองค์กรเอกชนทั่วประเทศ หอการค้าจังหวัด ส.อ.ท.สมาคมการค้า สภานายจ้างเกือบ 200 องค์กร ออกโรงค้านนโยบายรัฐบาล

รัฐบาลเดินหน้านโยบายค่าแรงขั้นต่ำวันละ 400 บาท ทั่วประเทศ โดยจะปรับขึ้นรอบที่ 3 ของปี 2567 ในวันที่ 1 ต.ค.2567 หลังจากปรับขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 ม.ค.2567 วันละ 2-16 บาท โดยภูเก็ตมีค่าจ้างสูงสุด ปรับจาก 354 บาท เป็น 370 บาท และค่าจ้างต่ำสุด 3 จังหวัด ประกอบด้วย นราธิวาส ปัตตานี ยะลา ปรับจาก 328 บาท เป็น 330 บาท

หลังจากนั้นประกาศปรับครั้งที่ 2 วันที่ 13 เม.ย.2567 เป็นวันละ 400 บาท ใน 10 จังหวัด (บางอำเภอ) เฉพาะธุรกิจโรงแรม 4 ดาว ขึ้นไป ซึ่งการที่รัฐบาลต้องการปรับขึ้นครั้งที่ 3 ในปีนี้ กำลังสร้างแรงคัดค้านจากองค์กรเอกชนทั่วประเทศคัดค้านเกือบ 200 องค์กร ประกอบด้วย 

  • คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย , สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย
  • หอการค้าจังหวัด 76 แห่ง
  • สมาคมการค้า 95 แห่ง
  • สภาองค์กรนายจ้าง 16 แห่ง 

สำหรับข้อเสนอของภาคเอกชนคัดค้านการปรับค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท ทั่วประเทศ โดยไม่ต้องการให้การเมืองเข้ามาแทรกแซงการปรับค่าแรงขั้นต่ำ รวมทั้งต้องการให้ปรับค่าจ้างขั้นต่ำตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541

วมทั้งให้ยกระดับรายได้ลูกจ้างด้วยอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน และการปรับค่าจ้างขั้นต่ำบางพื้นที่และบางธุรกิจควรรับฟังความเห็นเอกชน

ทั้งนี้ ประเด็นการแทรกแซงของการเมืองถูกนำมาตั้งข้อสังเกต เพราะมาตรา 79 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 บัญญัติให้คณะกรรมการค่าจ้างมีอำนาจกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำตามความเหมาะสมแก่สภาพเศรษฐกิจและสังคม

ในขณะที่รัฐบาลกำหนดให้มีการปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 400 บาท ทั่วประเทศ ก่อนที่คณะกรรมการค่าจ้างจะมีมติ

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ (ครม.สัญจร) กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 2 (เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร) จ.เพชรบุรี รับทราบตามที่กระทรวงแรงงานรายงานการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเท่ากัน 400 บาท ทั่วประเทศ มีผลบังคับใช้ในเดือน ก.ย.-ต.ค.2567

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า รัฐบาลจะไม่ถอยการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเท่ากันทั่วประเทศ 400 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2567 และจะติดตามผลกระทบเพื่อหาเยียวยาโดยเฉพาะเอสเอ็มอี ซึ่งกระทรวงแรงงานจะหารือผู้ประกอบการเพื่อรับฟังข้อเสนอ

รวมถึงกระทรวงพาณิชย์จะดูแลผลกระทบราคาสินค้า และกระทรวงการคลังจะดูมาตรการภาษีช่วยผู้ประกอบการ

เอกชนเกือบ 200 องค์กร ออกโรง ‘คัดค้าน’ ค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท ทั่วประเทศ

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำไม่กระทบการขึ้นราคาสินค้าทุกรายการ ทั้งนี้ต้องดูต้นทุนแต่ละรายสินค้าที่ชี้แจงได้ และกรมการค้าภายในจะดูแลเรื่องนี้

“การขึ้นค่าแรงไม่ใช่จะทำให้สินค้าขึ้นราคาทั้งหมด ต้องดูเงื่อนไขและรายละเอียด จะอ้างการขึ้นค่าแรงไม่ได้ ต้องดูต้นทุนว่ามาจากส่วนไหนเท่าไหร่” นายภูมิธรรมกล่าว

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การขึ้นค่าแรงวันละ 400 บาท ไม่ส่งผลภาคเกษตร เพราะการจ้างงานภาคเกษตรสูงกว่าวันละ 400 บาท

น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า กำลังรวบรวมประเด็นที่กระทบภาคอุตสาหกรรม ซึ่งครอบคลุมค่าแรงขั้นต่ำ, มาตรการภาษีคาร์บอนที่เป็นกติกาใหม่ของโลก

รวมทั้งผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนจากรถยนต์สันดาปเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือด้านแหล่งทุนแลการปรับเปลี่ยนกิจการเพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ

“ไตรภาคี”ขึ้น 1 ต.ค.ตามรัฐบาลประกาศ

รายงานข่าวระบุว่า การรายงาน ครม.ดังกล่าวมีขึ้นในช่วงเช้า ในขณะที่ในช่วงบ่ายวันที่ 14 พ.ค.2567 คณะกรรมการค่าจ้างกลางได้ประชุมพิจาณาการปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 400 บาท ทั่วประเทศ ใช้เวลารวม 4 ชั่วโมง

นายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน และประธานคณะกรรมการค่าจ้างชุดที่ 22 กล่าวหลังการประชุมว่า ได้นำข้อเสนอนายจ้างและลูกจ้างมาพิจารณาหลังมีการประกาศขึ้นค่าแรง 400 บาท ทั่วประเทศ ในวันที่ 1 ต.ค.2567 

ทั้งนี้ และคณะกรรมการไตรภาคียืนยันว่าไม่เป็นเครื่องมือของการเมือง ดังนั้น จึงมีมติให้คณะอนุกรรมการแต่ละจังหวัดพิจารณาว่าควรขึ้นค่าจ้างเท่าใด กิจการใดต้องขึ้นค่าจ้างและเห็นด้วยหรือไม่ที่ต้องขึ้นภายในวันที่ 1 ต.ค.2567 มาภายในเดือน ก.ค.นี้

“ไตรภาคีพิจารณาโดยไม่มีอำนาจใดมาแทรกแซง เป็นไปตามกรอบพิจารณาสภาพเศรษฐกิจ เงินเฟ้อและราคาสินค้าในตลาด เพราะบริบทแต่ละจังหวัดไม่เท่ากัน ซึ่งเข้าใจว่าบางกิจการ เช่น เอสเอ็มอี ค้าปลีก ค้าส่ง ชาวสวนชาวไร่ อาจะไม่พร้อมขึ้นค่าแรง จึงให้คณะอนุกรรมการกลั่นกรองและเสนอมาคณะกรรมการไตรภาคีเคาะครั้งสุดท้ายให้ทันตามไทม์ไลน์ที่กำหนด”นายไพโรจน์ กล่าว

ยืนยันการเมืองไม่ได้แทรกแซง

นายไพโรจน์ กล่าวว่า คณะกรรมการไตรภาคีพิจารณาให้มีความเหมาะสม ถูกต้อง ครบถ้วน และตรงกับความต้องการลูกจ้างและนายจ้าง ซึ่งการยกเลิกสูตรเดิมและใช้สูตรค่าแรงลอยตัว ไม่กำหนดตัวเลขค่าแรงแก่คณะอนุกรรมการไตรภาคีเพื่อให้มีเสรีภาพ และอิสระในแต่ละพื้นที่ที่ไม่เหมือนกัน 

อีกทั้งฝ่ายลูกจ้างต้องการปรับค่าแรงมากกว่า 400 บาท บางกิจการ โดยค่าแรงแต่ละพื้นที่จึงขึ้นกับคณะอนุกรรมการจังหวัดนำเสนอ แต่เมื่อมาเข้าสู่คณะกรรมการไตรภาคีจะมีสูตรการคำนวณให้เหมาะสมทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้าง

“ฝ่ายนายจ้างมีข้อเสนอว่า การนำเสนอข้อมูลของคณะอนุกรรมการจังหวัดควรกำหนดเวลาถึงปลายปี แต่มองว่านานเกินไป 2 เดือนก็พอไม่ต้องเก็บข้อมูลถึง 6 เดือน และยืนยันว่าไม่ได้เป็นไปตามข้อเสนอการเมือง แต่เป็นช่วงเวลาที่ควรทำ” นายไพโรจน์ กล่าว

ส่วนที่มีข้อเสนอว่าค่อยปรับขึ้นค่าแรงในปี 2568 ต้องพิจารณาคณะอนุกรรมการจังหวัดเสนอมาอย่างไร และคณะกรรมการไตรภาคีชุดใหญ่จะพิจารณาอีกครั้งว่าจะปรับขึ้นวันไหนอย่างไร

โวยไตรภาคีเร่งรัดปรับขึ้นค่าแรง

นายอรรถยุทธ ลียะวณิช คณะกรรมการค่าจ้าง ฝ่ายนายจ้าง กล่าวว่า ฝ่ายเลขานุการเสนอให้ศึกษาวิจัยว่าภาคอุตสาหกรรมใดควรปรับขึ้นค่าแรงอย่างไร รวมถึงประเภทธุรกิจที่จะปรับขึ้น เพื่อนำมาเสนออีกครั้งในวันที่ 19 มิ.ย.2567

“นายจ้างมีข้อสังเกตว่าการพิจารณาขึ้นค่าแรงเร่งรีบกว่าปกติ ซึ่งเดิมจะให้คณะอนุกรรมการจังหวัดเสนอภายในเดือน ส.ค.เพราะต้องเก็บข้อมูลตลอดปลายปี 2566 จนถึงวันที่ 31 ส.ค.2567 และต้องรอข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ที่จะออกมาในเดือน ก.ย.ก่อนเสนอคณะอนุกรรมการวิชาการกลั่นกรองเดือน ต.ค.และประกาศใช้เดือน ม.ค.2568” นายอรรถยุทธ กล่าว

นอกจากนี้ ที่ประชุมมีมติ 7 ต่อ 5 ยกเลิกสูตรคำนวณค่าจ้างใหม่ที่มีมติเห็นชอบเดือน ก.พ.2567 ซึ่งนายจ้างรับไม่ได้เพราะเป็นสูตรที่อิงไปตามปริมาณและอัตราที่ไม่มีเพดาน ส่วนสูตรใหม่ต้องพิจารณาวันที่ 19 มิ.ย.นี้”

16 องค์กรนายจ้างค้านปรับค่าแรง

สภาองค์การนายจ้าง 16 แห่ง ได้ยื่นหนังสือต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และประธานคณะกรรมการไตรภาคี เพื่อคัดค้านการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท พร้อมกันทั่วประเทศ

นายเนาวรัตน์ ทรงสวัสดิ์ชัย ประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย (อีคอนไทย) ระบุว่า ประเทศอยู่ช่วงเปราะบางมีปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นอัตราเงินเฟ้อ ค่าเงินบาท ราคาพลังงาน มาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ 

รวมทั้งที่สำคัญขีดความสามารถในการแข่งขันด้อยลงเรื่อยๆ ดังนั้น เศรษฐกิจของประเทศไทยในขณะนี้ ไม่พร้อมที่จะปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท ทั่วประเทศอย่างแน่นอน