background-default

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม 2569

Login
Login

กทม. พับแผนลงทุนรถไฟฟ้า 1.9 แสนล้าน โอน รฟม.เดินหน้าต่อ

กทม. พับแผนลงทุนรถไฟฟ้า 1.9 แสนล้าน โอน รฟม.เดินหน้าต่อ

กทม.ล้มโครงการลงทุนระบบราง ชง คจร.โอนรถไฟฟ้าสายสีเทา และสายสีเงิน กว่า 1.9 แสนล้านบาท ให้ รฟม.ดำเนินการ “ชัชชาติ” เชื่อเครือข่ายรถไฟฟ้ากำกับดูแลเพียงรายเดียวเป็นประโยชน์ในการบริหารราคาค่าโดยสาร

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยว่า แผนพัฒนาโครงข่ายคมนาคมใน กทม.ขณะนี้ประเมินว่า กทม.จะไม่เป็นผู้ลงทุนพัฒนาระบบขนส่งทางราง โครงการรถไฟฟ้าด้วยงบประมาณของ กทม.แล้ว เนื่องจากมีงานอื่นที่ต้องเร่งดำเนินการอีกมากมาย อาทิ งานด้านทางสาธารณสุข โรงพยาบาลต่างๆ งานสาธารณูปโภค งานด้านการศึกษา และการพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น

อย่างไรก็ดี ผลการศึกษาพัฒนาโครงการรถไฟฟ้าที่ กทม.ดำเนินการไว้ในก่อนหน้านี้ และอยู่ในแผนผลักดันจัดใช้งบประมาณ ประกอบด้วย โครงการรถไฟฟ้าสายสีเทา ช่วงวัชรพล-ทองหล่อ ระยะทาง 16.3 กิโลเมตรและโครงการรถไฟฟ้าสายสีเงิน ช่วงบางนา-ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยะทาง 19.7 กิโลเมตร กทม.จะโอนกลับคืนให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เป็นผู้ดำเนินการ

โดยสถานะในขณะนี้ กทม. ได้เสนอเรื่องการโอนโครงการรถไฟฟ้าสายดังกล่าวไปยังคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) ที่มีรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อพิจารณาแล้ว หาก คจร. เห็นชอบตามที่ กทม. เสนอ โครงการถไฟฟ้าทั้งสองสายนั้นก็จะอยู่ในอำนาจหน้าที่ของ รฟม.ที่จะจัดลำดับความสำคัญในการพัฒนาต่อไป

กทม.คงส่วนต่อขยายสายสีเขียว

ส่วน กทม.จะคงเหลือโครงการลงทุนรถไฟฟ้าเพียงสายเดียว คือ ส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงบางหว้า-ตลิ่งชัน ระยะทางประมาณ 7.5 กิโลเมตร ที่ปัจจุบันอยู่ระหว่างเตรียมศึกษาความเหมาะสมรูปแบบการลงทุนเพื่อให้โครงข่ายระบบขนส่งมวลชนสมบูรณ์ โดย กทม.เสนอขอใช้งบประมาณประจำปี 2568 เพื่อดำเนินการศึกษาโครงการนี้ โดยรูปแบบการลงทุนจะจัดทำลักษณะเอกชนร่วมลงทุนโครงการรัฐ (พีพีพี)

ขณะที่โครงการรถไฟฟ้าสายสีทอง ช่วงสถานีกรุงธนบุรี-คลองสาน ซึ่งก่อนหน้านี้ กทม. มีแผนจะก่อสร้างในระยะที่ 2 ต่อไปอีก 1 สถานี ได้แก่ สถานีประชาธิปก เป็นสถานีที่ 4 และเป็นสถานีสุดท้ายของโครงการที่สามารถเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ (กาญจนาภิเษก) ปัจจุบันคงต้องรอดูการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ และ กทม.จะพิจารณาการลงทุนหลังจากนั้น

“การโอนโครงการรถไฟฟ้าให้กับ รฟม.เพราะเราเชื่อว่าการทำเครือข่ายรถไฟฟ้าโดยมีผู้กำกับดูแลเพียงรายเดียว จะเป็นสิ่งที่ดีกว่าการมีหลายผู้กำกับ ปัญหาเรื่องระบบตั๋วก็จะน้อยลง สามารถบริหารจัดการได้เบ็ดเสร็จ เชื่อมต่อสะดวก เกิดประโยชน์ต่อประชาชน บริหารจัดการต้นทุนและค่าโดยสารได้ดีกว่ามีผู้กำกับหลายราย”

กทม. พับแผนลงทุนรถไฟฟ้า 1.9 แสนล้าน โอน รฟม.เดินหน้าต่อ

ระบุให้ผู้เชี่ยวชาญรถไฟฟ้าดูแลดีกว่า

นอกจากนี้ กทม.ไม่ได้มีหน่วยงานหรือผู้เชี่ยวชาญในการกำกับดูแลรถไฟฟ้า ขณะที่ทาง รฟม. มีผู้เชี่ยวชาญ และดำเนินโครงการก่อสร้าง และกำกับดูแลรถไฟฟ้ามาแล้วหลายสาย จึงควรให้ รฟม. เป็นผู้กำกับดูแลทั้งหมด ส่วน กทม.มีหน้าที่ต้องดำเนินการอีกมาก โดยเฉพาะการดูแลยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

รายงานข่าวจาก กทม. เผยว่า ก่อนหน้านี้ กทม.ได้ศึกษาแผนพัฒนาระบบรถไฟฟ้า 2 สาย ประกอบด้วย สายสีเงิน และสายสีเทา โดยจะดำเนินการพัฒนาในรูปแบบโครงการรถไฟฟ้ารางเดี่ยว (Monorail) แบ่งเป็น โครงการรถไฟฟ้าสายสีเงิน ช่วงบางนา - ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ผลการศึกษาพัฒนาในระยะทาง 19.7 กิโลเมตร จำนวน 14 สถานี โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ระยะ ได้แก่

ระยะที่ 1 จากแยกบางนา-ธนาซิตี้ 12 สถานี ระยะทาง 14.6 กิโลเมตร และระยะที่ 2 ธนาซิตี้-สุวรรณภูมิใต้ 2 สถานี ระยะทาง 5.1 กิโลเมตร ค่าลงทุนโครงการรวม 1.35 แสนล้านบาท แบ่งเป็น ค่างานที่เกี่ยวข้องกับการจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน 1,181 ล้านบาท ค่างานโยธา และงานระบบรถไฟฟ้า 36,020 ล้านบาท ค่างานจัดซื้อขบวนรถไฟฟ้า 6,720 ล้านบาท และค่าดำเนินงานและบำรุงรักษา (O&M) 91,767 ล้านบาท สัมปทาน 30 ปี

คาดสายสีเทาผู้โดยสารเฉียดแสนคน

โดยผลการศึกษารูปแบบลงทุนจะจัดทำลักษณะ PPP Net Cost อายุสัญญาสัมปทาน 30 ปี พร้อมทั้งคาดว่าปริมาณผู้โดยสารที่ใช้บริการรถไฟฟ้าสายนี้ในปีแรกที่เปิดใช้จะสูงถึง 82,695 คนเที่ยวต่อวัน และในปี 2578 กรณีบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เปิดให้บริการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิด้านทิศใต้ จะทำให้ประชาชนเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้นถึง 165,363 คนเที่ยวต่อวัน

ส่วนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเทา ระยะที่ 1 ช่วงวัชรพล – ทองหล่อ ก่อนหน้านี้ กทม.ได้ศึกษาแนวเส้นทางมีระยะทาง 16.3 กิโลเมตร 15 สถานี มูลค่าลงทุนอยู่ที่ 6.28 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น ค่าตอบแทนและการชดเชยการใช้ที่ดิน 2.05 พันล้านบาท ค่าก่อสร้าง (งานโยธา-งานระบบรถไฟฟ้า-งานจัดซื้อขบวนรถไฟฟ้า) 2.31 หมื่นล้านบาท ค่าใช้จ่ายด้านสิ่งแวดล้อม 100 ล้านบาท ค่าที่ปรึกษาควบคุมงานฯ 841 ล้านบาท ค่าออกแบบ 462 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายสำรอง 1.32 พันล้านบาท และค่าดำเนินงานและบำรุงรักษา (O&M) 34,938 ล้านบาท

โดยผลการศึกษาความเหมาะสมเบื้องต้น จะใช้การร่วมลงทุนในรูปแบบ PPP Net Cost เอกชนเป็นผู้รับความเสี่ยงด้านรายได้ และเป็นผู้จ่ายค่าสัมปทานหรือส่วนแบ่งรายได้ให้แก่ภาครัฐ ในระยะเวลา 30 ปี พร้อมคาดการณ์ปริมาณผู้โดยสารในปีแรกที่เปิดใช้จำนวน 97,000 คนเที่ยวต่อวัน