Economic Thought : "ความเหลื่อมล้ำของโอกาส" ตอนที่ 2

ในตอนที่แล้ว ผู้เขียนได้เล่าถึงสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำของประเทศไทย จากรายงานของธนาคารโลกเรื่อง
“Bridging the Gap : Inequality and Jobs in Thailand” ไปแล้ว
ในตอนนี้จะขอเจาะลึกในบทวิเคราะห์ของ รายงานฉบับนี้ ที่กล่าวถึงต้นเหตุที่สำคัญและแนวทางการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำของประเทศไทย รายงานของธนาคารโลกฉบับนี้ ใช้ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด 19 เป็นเสมือนแว่นขยาย ที่ส่องให้เห็นถึง ปัญหาลึกๆ ของสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำของไทยได้เป็นอย่างดี ในภาพรวมนั้น การแพร่ระบาดของโควิด 19 ส่งผลกระทบต่อความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยน้อยมาก เนื่องจากมีมาตรการความช่วยเหลือต่างๆ ของภาครัฐ ที่ช่วยสนับสนุนรายได้และลดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนในช่วงเวลานั้น จากการประเมินของธนาคารโลก พบว่า ความช่วยเหลือจากภาครัฐครอบคลุมประชากรกว่า 30 ล้านคน นับเป็นขนาดความช่วยเหลือที่สูงมากเมื่อ เทียบกับประเทศในกลุ่มเอเชียแปซิฟิก ซึ่งหากไม่มีมาตรการความช่วยเหลือเหล่านี้ อัตราความยากจนอาจขึ้นไปแตะ ระดับร้อยละ 8.1 หรือสูงกว่าอัตราจริงในปี 2564 ถึงร้อยละ 27
ผลกระทบที่สำคัญต่อความเหลื่อมล้ำ จากการแพร่ระบาดของโควิด 19 คือการจ้างงานและการมีงานทำ ผู้เขียน เห็นว่าบทวิเคราะห์ในเรื่องนี้ของรายงานธนาคารโลก สะท้อนให้เห็นถึง ‘ราก’ ของปัญหาความเหลื่อมล้ำที่สำคัญ และจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เหตุเพราะไม่ใช่ทำปุ๊บจะแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำได้ปั๊บ แต่การ แก้ไขปัญหานี้ต้องใช้ระยะเวลากว่าที่จะเห็นผลอย่างชัดเจน และเมื่อผลประจักษ์แล้ว จะเป็นการแก้ไขปัญหาความ ยากจนและความเหลื่อมล้ำได้อย่างยั่งยืน
แรงงานส่วนใหญ่ของไทย อยู่ในภาคการเกษตรและภาคบริการที่ใช้ทักษะต่ำ โดยผู้ที่จบการศึกษาระดับประถมหรือ ต่ำกว่า ส่วนใหญ่จะอยู่ในภาคการเกษตร ผลกระทบประการหนึ่งของโควิด 19 คือการที่สัดส่วนผู้ที่จบการศึกษา ‘ระดับประถมหรือต่ำกว่า’ ในภาคเกษตร เพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่ผู้ที่จบการศึกษา ‘ระดับปริญญาตรีหรือสูงกว่า’ ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในภาคบริการมูลค่าสูง ได้รับผลกระทบด้านการจ้างงานจากโควิด 19 น้อยมาก ‘การศึกษา’ จึงเป็นภูมิคุ้มกันความเสี่ยงด้านรายได้ที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง รายงานของธนาคารโลกวิเคราะห์ว่า ความ เหลื่อมล้ำเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นของชีวิตและดำเนินต่อไปในช่วงชีวิตโดยไม่หลุดพ้น ซึ่งผู้เขียนเองมักจะพูดอยู่เสมอว่า ความเหลื่อมล้ำเกิดจากกระบวนการผลิตซ้ำของการที่บุคคลไม่สามารถเข้าถึงโอกาส
‘ความเหลื่อมล้ำของโอกาส’ โดยเฉพาะด้านการศึกษา จึงเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของทั้งบุคคล และประเทศในภาพรวม ความเหลื่อมล้ำของโอกาสดังกล่าวทำให้รายได้ของครัวเรือนต่ำ ซึ่งนอกจากจะทำให้มี รายได้ไม่เพียงพอที่จะลงทุนในการศึกษาของบุตรหลานแล้ว ยังขาดแรงจูงใจในการที่จะลงทุนอีกด้วย นอกจากนี้ ความเหลื่อมล้ำยังมีผลกระทบต่อผลลัพธ์ทางการศึกษาของเด็กด้วย การศึกษาของธนาคารโลกพบว่ากลุ่มปัจจัยที่ ส่งผลต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ของเด็กที่สำคัญ ได้แก่ “ผู้ปกครอง” ซึ่งรวมถึงระดับการศึกษาของผู้ปกครอง การ สนับสนุนที่เด็กได้รับจากผู้ปกครอง สถานะเศรษฐสังคมของครอบครัว การเข้าถึงอุปกรณ์เครื่องมือและสื่อการเรียน ต่างๆ ซึ่งความเหลื่อมล้ำของโอกาสด้านการศึกษานี้ ส่งผลกระทบอย่างมากต่อประเทศ ทำให้ขาดศักยภาพใน การยกระดับผลิตภาพ บั่นทอนความสามารถในการสร้างนวัตกรรม เกิดการบิดเบือนในการจัดสรรทรัพยกร มนุษย์ในระบบเศรษฐกิจ และทั้งหมดนี้แน่นอนว่าจะส่งผลต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศในระยะ ยาวนับจากนี้ไป
รายงานของธนาคารโลก ได้วิเคราะห์อัตราผลตอบแทนต่อการศึกษาระดับอุดมศึกษา พบว่าอัตราผลตอบแทน ดังกล่าวของครัวเรือนรายได้สูงในประเทศไทย สูงกว่าของครัวเรือนรายได้ต่ำเป็นอย่างมาก ซึ่งน่าจะเกิดจาก 2 ปัจจัยรวมกัน คือ (1) คุณภาพของสถาบันอุดมศึกษาที่ไม่เท่าเทียมกันอย่างมาก ประกอบกับ (2) ความเหลื่อมล้ำ ของโอกาสในการเข้าถึงงานที่มีผลตอบแทนสูง
ในภาพรวมแล้ว พบว่าส่วนต่างของค่าจ้างของผู้จบการศึกษาระดับอุดมศึกษา (college wage premium) ของไทย ยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง แต่การจบการศึกษาระดับอุดมศึกษาไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะได้รับการจ้างงาน ใน กลุ่มเยาวชน (อายุ 15-24 ปี) ร้อยละ 17.8 ของ ผู้จบการศึกษาระดับอุดมศึกษาไม่มีงานทำ โดยส่วนใหญ่เป็น สาขาวิชาครูและครุศาสตร์
ปัญหาความเหลื่อมล้ำนี้ จะสามารถแก้ไขได้ด้วยการใช้จ่ายภาครัฐหรือไม่อย่างไร ผลการศึกษาพบว่า การลงทุนใน ทรัพยากรมนุษย์ของไทย มีลักษณะที่ดีคือมุ่งเน้นช่วยเหลือผู้มีรายได้ต่ำ แต่ยังอยู่ในระดับต่ำ เมื่อดูค่าเฉลี่ยของ กลุ่มประเทศรายได้ปานกลางด้วยกัน โดยการลงทุนด้านการศึกษาของไทยอยู่ที่ร้อยละ 3 ของจีดีพี ซึ่งควรจะอยู่ที่ ร้อยละ 4.4 เมื่อดูจากระดับจีดีพีของประเทศ ส่วนค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการสังคมต่างๆ อยู่ที่ระดับเพียงร้อยละ 0.8 ของจีดีพีเท่านั้น และในจำนวนนี้ มีผู้ที่ใม่ใช่ผู้มีรายได้ต่ำได้รับความช่วยเหลืออยู่ด้วยไม่น้อย ซึ่งระดับของการใช้ จ่ายภาครัฐในด้านการศึกษาและสวัสดิการต่าง ๆ เหล่านี้ควรจะเพิ่มขึ้น
โดยสิ่งที่สำคัญที่ต้องพิจารณา คือการเพิ่มประสิทธิภาพ และการใช้จ่ายแบบมุ่งเป้า โดยเน้นการลงทุนในภาค การศึกษาและสวัสดิการสังคม
หมายเหตุ: รายงานธนาคารโลก “Bridging the Gap : Inequality and Jobs in Thailand” จะเปิดตัวในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2566







