วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม 2569

Login
Login

แจกเงินดิจิทัล รัฐบาลทำไม่ได้ ‘อย่าฝืน’

แจกเงินดิจิทัล รัฐบาลทำไม่ได้ ‘อย่าฝืน’

“เงินดิจิทัล” คือนโยบายหลักในการหาเสียงของพรรคเพื่อไทย ที่ยืนยันว่าจะใช้งบประมาณแผ่นดินมาบริหาร แต่ล่าสุดอาจต้องยกร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน วงเงิน 600,000 ล้านบาท ทำให้เริ่มเกิดคำถามว่านโยบายนี้จะสำเร็จหรือไม่

คำมั่นสัญญาที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ประกาศในการหาเสียงเมื่อเดือน เม.ย.2566 ระบุถึง นโยบายดิจิทัล วอลเล็ต โดยจะใช้ระบบบล็อกเชนมาบริหารจัดการเพื่อแจกเงินดิจิทัลให้คนไทยคนละ 10,000 บาท รวมทั้งพรรคเพื่อไทยได้รายงานต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถึงรายละเอียดของ “นโยบายเงินสกุลดิจิทัล และดิจิทัล วอลเล็ต เพื่อประชาชน” ที่ใช้หาเสียง โดยแจกเงินคนละ 10,000 บาท แจกให้คนไทยทุกคนที่มีอายุ 16 ปี ขึ้นไป วงเงินรวม 560,000 ล้านบาท

การกำหนดนโยบายดังกล่าวได้ชี้แจง กกต.ว่าจะใช้งบประมาณจากการบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ โดยจะเป็นการพัฒนา CBDC เพื่อประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบการเงินของประเทศ ซึ่งพรรคเพื่อไทยประเมินความเสี่ยงและผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายว่าต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน รวมทั้งต้องการสร้างองค์ความรู้ความเข้าใจให้ประชาชน และเมื่อพรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 11 ก.ย.2566 ที่จะใช้นโยบายเงินดิจิทัลกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่

เมื่อรัฐบาลมีอำนาจเต็มในการบริหารราชการแผ่นดิน นายกรัฐมนตรีที่ควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มอบนโยบายให้กับผู้บริหารกระทรวงการคลังวันที่ 14 ก.ย.2566 พร้อมทั้งยืนยันการดำเนินนโยบายดิจิทัล วอลเล็ต จะไม่มีการออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน รวมทั้งได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายโครงการเติมเงิน10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet ซึ่งมีการยืนยันมาตลอดว่ารัฐบาลจะไม่กู้เงินมาแจกประชาชน

การประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet วันที่ 10 พ.ย.2566 รับทราบแนวทางให้ยกร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน วงเงิน 600,000 ล้านบาท โดยนำมาใช้ดำเนินการแจกเงินให้ประชาชน 500,000 ล้านบาท และนำมาเข้ากองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 100,000 ล้านบาท เป็นการประกาศแนวทางการดำเนินการครั้งสำคัญหลังจากที่ไม่สามารถใช้แนวทางตามวิธีการงบประมาณปกติได้ ทำให้ต้องออกกฎหมายให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน

พรรคเพื่อไทยและรัฐบาลรับทราบดีอยู่แล้วว่าเป็นไปได้ยากมากที่จะจัดสรรงบประมาณจากวิธีการงบประมาณปกติถึง 500,000 ล้านบาท สำหรับแจกประชาชน ซึ่งทำให้ท้ายที่สุดรัฐบาลตัดสินใจยกร่าง พ.ร.บ.เพื่อเสนอรัฐสภาพิจารณา และถือเป็นความเสี่ยงครั้งสำคัญของรัฐบาลที่ต้องพิจารณาถึงดุลการคลัง หนี้สาธารณะ รวมถึงความเสี่ยงของกรณีร่างกฎหมายไม่ผ่านรัฐสภา ถึงเวลานั้นนายเศรษฐา คงรู้อยู่แล้วว่านั่นจะเป็นจุดสิ้นสุดของรัฐบาล