background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

อุตฯ การบิน 'อินเดีย' โตก้าวกระโดด 'กพท.' เร่งเจรจาเพิ่มสิทธิแอร์ไลน์

อุตฯ การบิน 'อินเดีย' โตก้าวกระโดด 'กพท.' เร่งเจรจาเพิ่มสิทธิแอร์ไลน์

กพท.ฉายภาพอนาคตอุตสาหกรรมการบิน ประเมินฟื้นตัวปกติในปี 2567 ผู้โดยสารพุ่ง 162 ล้านคน ชี้ตลาดอินเดียมาแรงจ่อเจรจาเพิ่มสิทธิการบิน พร้อมเร่งทุกภาคส่วนปรับตัวรับเทรนด์ยั่งยืน ดันไทยสู่ฮับภูมิภาค

นายสุทธิพงษ์ คงพูล ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เปิดเผยภายหลังงานสัมมนาอุตสาหกรรมการบินของไทย ครั้งที่ 2 ประจำปี 2566 ภายใต้หัวข้อ “กลับคืนน่านฟ้ามุ่งหน้าสู่อนาคต” โดยระบุว่า ขณะนี้อุตสาหกรรมการบินของไทยกลับมาฟื้นตัวใกล้เคียงสถานการณ์ปกติช่วงก่อนเกิดโควิด-19 โดยพบว่าปัจจุบันปริมาณผู้โดยสารฟื้นตัว 90% จากปี 2562 ที่มีจำนวนประมาณ 160 ล้านคน

ขณะที่ตลอดทั้งปี 2566 กพท.คาดการณ์ว่าจะมีผู้โดยสารรวม 127 ล้านคน แบ่งเป็น ผู้โดยสารระหว่างประเทศ ประมาณ 63.03 ล้านคน และผู้โดยสารในประเทศ ประมาณ 64.43 ล้านคน ส่วนแนวโน้มในปี 2567 คาดการณ์ว่าจะเป็นปีแห่งการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการบิน จะมีปริมาณผู้โดยสารกลับสู่สภาวะปกติ โดยประเมินตัวเลขอยู่ที่ 162 ล้านคน แบ่งเป็น ผู้โดยสารระหว่างประเทศ ประมาณ 88.62 ล้านคน และผู้โดยสารในประเทศ ประมาณ 74.05 ล้านคน

อุตฯ การบิน 'อินเดีย' โตก้าวกระโดด 'กพท.' เร่งเจรจาเพิ่มสิทธิแอร์ไลน์

อย่างไรก็ดี จากการฟื้นตัวของปริมาณผู้โดยสาร พบว่าตลาดอินเดียเป็นตลาดมาแรงที่มีอัตราการขยายสูง โดยอ้างอิงจากข้อมูลสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (ไออาต้า) คาดการณ์ว่าตลาดอินเดียที่เดินทางด้วยอากาศยานจะโตอย่างก้าวกระโดด จากอันดับที่ 7 ของโลกในปี 2559 ขยับขึ้นเป็นอันดับที่ 3 ของโลก ในปี 2569 อีกทั้งสถิติระหว่างเดือน ม.ค. - ส.ค. 2566 มีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางจากอินเดียเข้าไทยเป็นอันดับที่ 3 จำนวน 1.02 ล้านคน เทียบกับช่วงปี 2562 หรือช่วงก่อนเกิดโควิด-19 มีจำนวนอยู่ที่ 1.96 ล้านคน

นอกจากนี้ ปัจจุบันหลายสายการบินของไทยต้องการเพิ่มเที่ยวบินไปยังหลายเมืองในอินเดีย เพราะพบว่าความต้องการเดินทางยังมีสูง แต่มีขีดความจำกัดของจำนวนสิทธิการบินระหว่างไทย - อินเดีย ที่ขณะนี้เฉลี่ยขนถ่ายผู้โดยสารได้ราว 5 - 6 หมื่นคนต่อสัปดาห์ หรือประมาณ 300 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ส่งผลให้ปัจจุบัน กพท.อยู่ระหว่างเจรจาเพื่อขอเพิ่มสิทธิการบินระหว่างไทย - อินเดีย เพราะพบว่าเป็นตลาดที่มีโอกาสการขยายตัวสูง

“ตอนนี้สิทธิการบินที่มีอยู่นั้น ในส่วนของฝั่งไทยใช้เต็มโควต้าขนผู้โดยสารแล้ว และมีดีมานด์ที่จะเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งการเจรจาเพิ่มสิทธิการบินจะเป็นผลหรือไม่นั้น ต้องรอให้การใช้สิทธิการบินของฝั่งอินเดียเต็มโควต้าด้วย แต่เชื่อว่าอีกไม่นาน เพราะขณะนี้ทางสายการบินอินเดียมีคำสั่งซื้อเครื่องบินเพิ่ม 400 ลำ คาดว่าจะเอามาขยายการบินในภูมิภาคเอเชียรวมถึงไทย”

ด้านนายมนตรี เดชาสกุลสม รักษาราชการแทนรองปลัดกระทรวงคมนาคม ระบุถึงนโยบายผลักดันอุตสาหกรรมการบินของไทย โดยระบุว่า ขณะนี้กระทรวงฯ ได้บรรจุแผนพัฒนาอุตสาหกรรมการบินเป็นนโยบายเร่งด่วนในการดำเนินงาน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย “คมนาคม เปิดประตูการค้าการท่องเที่ยว สร้างการเป็น HUB เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางทุกมิติ” โดยแบ่งแผนดำเนินงานออกเป็น 3 ระยะ ประกอบด้วย

1. การดำเนินงานระยะเร่งด่วนภายใน 1 ปี จากนโยบาย VISA Free ให้แก่นักท่องเที่ยวจีนและคาซัคสถาน ซึ่งจะทำให้มีรายได้จากการท่องเที่ยวกว่า 2 แสนล้านบาท โดยมอบหมายหน่วยงานด้านการบินจัดสรรเวลาการบิน (Slot) เพิ่มขึ้นอีก 15% ต่อสัปดาห์ พร้อมเร่งรัดนโยบายเปิดให้บริการท่าอากาศยาน 24 ชั่วโมง

2. การดำเนินงานระยะกลาง 1 - 3 ปี มุ่งเน้นถึงการเพิ่มศักยภาพของท่าอากาศยานที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะส่วนของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ให้สามารถรองรับรองรับผู้โดยสารได้ 200 ล้านคนต่อปี และ 3. การดำเนินงานระยะยาว 5 - 7 ปี มุ่งเน้นการพัฒนาขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารและเที่ยวบินอย่างต่อเนื่อง ผ่านการลงทุนก่อสร้างท่าอากาศยานแห่งใหม่ ที่เชียงใหม่ และภูเก็ต คาดว่าเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จจะสามารถรองรับผู้โดยสารได้เพิ่มขึ้น 50 ล้านคนต่อปี

นอกจากนี้ กระทรวงฯ ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและต้นทุนด้านพลังงาน ซึ่งเป็นเทรนด์ของโลกที่กำลังให้ความสำคัญ โดยมอบหมายให้ กพท. ทย. และ ทอท. ศึกษาและกำหนดมาตรการเรื่องการใช้น้ำมันอากาศยานแบบยั่งยืน หรือ SAF เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ ICAO กำหนด และให้ ทย. และ ทอท. พิจารณาการติดตั้งระบบ Solar Cell และส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าให้บริการในพื้นที่ท่าอากาศยาน