background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

ภูมิรัฐศาสตร์ดัน ‘มูราตะ’ ลงทุนไทย ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ป้อน ‘Apple’

ภูมิรัฐศาสตร์ดัน ‘มูราตะ’ ลงทุนไทย ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ป้อน ‘Apple’

 ‘มูราตะ’ ซัพพลายเออร์แอปเปิล เผยแผนลงทุน 2.4 พันล้านบาท ขยายฐานผลิต ‘MLCC’ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เรือธงในไทย ป้อนดีมานต์สมาร์ตโฟน อีวี อุปกรณ์ IoT และดาต้าเซ็นเตอร์ คาดสร้างการจ้างงานในพื้นที่ภาคเหนือกว่า 2,000 คน

ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ได้ทำให้บริษัทข้ามชาติตัดสินใจย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศจีน เพื่อลดความเสี่ยงทางธุรกิจ และทำให้หลายบริษัทสนใจเข้ามาลงทุนในอาเซียนเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะบริษัทญี่ปุ่นที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยจำนวนมากในรอบ 30 ปี ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เป็นธุรกิจหลักที่ได้รับผลกระทบจากการเผชิญหน้าระหว่างประเทศมหาอำนาจสหรัฐและจีน ซึ่งนำมาสู่ Tech War โดยสหรัฐได้มีการออกกฎหมายเพื่อควบคมการส่งออกชิป

บริษัท มูราตะ อิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด ซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของแอ๊ปเปิ้ล ตัดสินใจครั้งสำคัญที่จะขยายการลงทุนในประเทศไทย โดยเปิดอาคารโรงงานผลิตแห่งใหม่ ในนิคมอุตสาหกรรมเวิลด์ ต.มะเขือแจ้ อ.เมือง จ.ลำพูนเมื่อวันที่ 25 พ.ย.2566 

โดยการลงทุนสร้างอาคารโรงงานผลิตแห่งใหม่นี้จะใช้ผลิตตัวเก็บประจุแบบเซรามิกหลายชั้น (Multilayer Ceramic Capacitors: MLCC) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ระดับเรือธงของมูราตะที่ใช้เพิ่มความเสถียรในอุปกรณ์เคลื่อนที่อย่างสมาร์ตโฟน คอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ ยานยนต์ และดาวเทียม ซึ่งครองส่วนแบ่งการตลาดทั่วโลกสูงถึง 40%

โนริโอะ นากาจิมะ ประธานบริษัท มูราตะ แมนูแฟคเจอริ่ง เปิดเผยว่า เมื่อโรงงานผลิตแห่งใหม่นี้แล้วเสร็จ จะเสริมให้มูราตะมีฐานการผลิต MLCC ในต่างประเทศ 4 แห่ง คือ เมืองอู๋ซี ประเทศจีน ประเทศสิงคโปร์ และประเทศไทย ส่วนอีก 2 แห่งในเมืองฟูกูอิ และอิซูโมะ ประเทศญี่ปุ่น

ทั้งนี้ มูราตะ วางแผนที่จะขยายกำลังการผลิตปีละ 10% โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มูราตะได้ขยายกำลังการผลิตของ MLCC แล้วกว่า 3 เท่า เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อการเติบโตทั้งระยะกลางถึงระยะยาวในความต้องการชิ้นส่วน MLCC ที่เพิ่มขึ้นตามแนวโน้มของความต้องการใช้งานของสมาร์ตโฟนที่ใช้เทคโนโลยี 5G และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ย่อส่วน อุปกรณ์ IoT ที่มากขึ้นเช่น นาฬิกาอัจฉริยะ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน

โดยเฉพาะในสมาร์ตโฟนระดับไฮเอนด์ที่สามารถติดตั้งคาปาซิเตอร์ชนิดนี้ได้มากถึง 1,000-1,200 ตัว รวมถึงยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ที่มีแนวโน้มจะขยายตัวอีกมากในอนาคต ที่อาจต้องใช้คาปาซิเตอร์ถึง 10,000 ชิ้นต่อคัน ซึ่งปัจจุบันมูราตะครองส่วนแบ่ง MLCC ที่ใช้ในอีวีกว่า 50%

ทั้งนี้ ด้วยแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ทำให้มูราตะมีแผนการลงทุนเพื่อการกระจายบทบาทการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ไปยังประเทศในภูมิภาคอาเซียน ได้แก่ เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ โดยปัจจุบันมีกำลังการผลิต MLCC ทั่วโลกราว 1.3 แสนชิ้นต่อเดือน

ฮิโรคะซึ ซาซาฮาร่า กรรมการผู้จัดการบริษัท มูราตะ อิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า มูราตะถือเป็นบริษัทญี่ปุ่นรายแรกที่เข้ามาลงทุนในพื้นที่จ.ลำพูนเมื่อ 35 ปีที่แล้ว และมีการขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่องจนเป็นผู้นำอุตสาหกรรมในพื้นที่ โดยรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ระบุว่า การลงทุนของมูราตะในช่วงปี 2563-2565 อยู่ที่ 6,933 ล้านบาท คิดเป็น 10% ของมูลค่าการลงทุนในพื้นที่ภาคเหนือ และคิดเป็น 40% ของมูลค่าการลงทุนในจ.ลำพูน รวมทั้งสร้างการจ้างงานกว่า 2,428 ตำแหน่ง

2 เหตุผล ปักหมุดนิคมฯ ลำพูน

ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้มูราตะเลือกที่จะมาลงทุนในนิคมอุตสาหกรรม ในจังหวัดลำพูน ภาคเหนือของไทย ได้แก่ ปัจจัยด้านแรงงาน ซึ่งในพื้นที่ภาคเหนือมีค่าแรงที่ถูกกว่าพื้นที่อุตสาหกรรมหลักของประเทศอย่างภาคตะวันออก และกรุงเทพฯ รวมทั้งไม่มีมีปัญหาในการแย่งชิงแรงงาน นอกจากนี้ มูราตะยังส่งเสริมการผลิตแรงงานร่วมกับสถาบันการศึกษาในพื้นที่

รวมทั้งปัจจัยด้านการขนส่ง เนื่องจากชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์มีน้ำหนักเบาจึงมีต้นทุนการขนส่งต่ำ และใช้การขนส่งทางอากาศได้

ในขณะที่การขยายการลงทุนโรงงานแห่งใหม่นี้ จะเป็นการผลิต MLCC ครั้งแรกในไทย และจะเป็นฐานผลิตเพื่อส่งออกที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน บนพื้นที่ 400 ไร่ มูลค่าการลงทุนกว่า 2.4 พันล้านบาท

โดยเฟสแรกที่จะเดินสายผลิตในเดือน พ.ย.นี้ เบื้องต้นมีกำลังผลิต 2,000 ล้านชิ้นต่อเดือน เมื่อเปิดดำเนินการเต็มที่ในปี 2571 จะมีกำลังการผลิต 3 หมื่นล้านชิ้นต่อเดือน รวมทั้งจะมีแผนจ้างงานในพื้นที่เพิ่มอีก 2,000 คน

ภูมิรัฐศาสตร์ดัน ‘มูราตะ’ ลงทุนไทย ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ป้อน ‘Apple’

จุนอิชิโร คุโรดะ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น สำนักงานกรุงเทพฯ (เจโทร กรุงเทพ) กล่าวว่า แรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลให้นักลงทุนมีแนวโน้มที่จะลดความเสี่ยงโดยการกระจายบทบาทการผลิตไปยังประเทศในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งการเปิดโรงงานเฟสใหม่ของมูราตะได้ตอกย้ำความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่แน่นแฟ้นของไทยและญี่ปุ่นและการเดินหน้าร่วมสร้างสรรค์ (co-creation) สำหรับการลงทุนในอุตสาหกรรมสำหรับอนาคต

ขณะที่การลงทุนของมูราตะในภาคเหนือของประเทศไทยจะเป็นการบริหารความเสี่ยงซัพพลายเชน รวมทั้งเป็นการเร่งขยายกำลังการผลิตเพื่อตอบรับความต้องการของตลาดอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัว ซึ่งเจโทร กรุงเทพฯ พร้อมที่จะสนับสนุนให้นักลงทุนญี่ปุ่นในไทยขยายการลงทุนเพื่อพัฒนาการผลิตให้พร้อมรับเทรนด์อุตสาหกรรมใหม่เหมือนกับที่มูราตะตัดสินใจขยายการผลิตที่มีเทคโนโลยีใหม่ในไทย

รวมทั้งเชิญนักลงทุนญี่ปุ่นที่มีศักยภาพเข้ามาขยายการลงทุนในประเทศไทย ส่งเสริมให้เกิดการจับคู่ธุรกิจระหว่างกัน โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่สนใจ อาทิ การแพทย์ เกษตร และกลุ่มสตาร์ตอัป

“เราคาดหวังว่ารัฐบาลใหม่จะส่งเสริมการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และการลงทุนด้านนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการสร้างแรงงานฝีมือขั้นสูงให้พร้อมรับการลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคต”

สำหรับแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของค่าแรงขั้นต่ำไทยว่า อยากให้รัฐบาลพิจารณาถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องนี้อย่างรอบคอบทั้งเอกชนในประเทศและนักลงทุนต่างชาติเพื่อให้ไทยยังสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันได้ในภูมิภาค