background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

“บีทีเอส” ลุ้นต.ค.สภากทมเคาะจ่าย สายสีเขียวก้อนแรก 2.8 หมื่นล้าน

“บีทีเอส” ลุ้นต.ค.สภากทมเคาะจ่าย สายสีเขียวก้อนแรก 2.8 หมื่นล้าน

บีทีเอส ลุ้น ต.ค.นี้ บรรจุวาระเข้าสภากรุงเทพมหานคร เคาะหนี้ “รถไฟฟ้าสายสีเขียว” จ่ายก้อนแรกให้เอกชน 2.8 หมื่นล้านบาท ค่างานติดตั้งระบบไฟฟ้าและเครื่องกล ส่วนหนี้ส่วนต่อขยายรอศาลชี้ขาด

หลังคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 3/2562 เรื่อง การดําเนินการโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2562 ให้ตั้งคณะกรรมกรขึ้นมาและได้ข้อสรุปการแก้ปัญหา และได้มีการเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) 7 ครั้ง แต่ถูกตีกลับให้มีการจัดทำข้อมูลเพิ่มเติมดังนั้น ปัญหาหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียวจึงจะเป็นเหมือนมหากาพย์อีกบทของการร่วมทุนระหว่างรัฐบาลและเอกชน

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.)เปิดเผยหลังเข้าพบนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ทำเนียบรัฐบาล ว่า เพื่อรายงานการดำเนินงานของกรุงเทพมหานครและในช่วงท้ายของการหารือกับนายกรัฐมนตรีถึงแนวทางการตั้งคณะกรรมการเร่งรัดแก้ปัญหาในกรุงเทพมหานครถึงความคืบหน้าในการแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว โดยขณะนี้ขั้นตอนอยู่ที่กระทรวงมหาดไทยซึ่งมีรายละเอียดมากโดยกระทรวงมหาดไทยได้ทำหนังสือสอบถามมายังกรุงเทพมหานคร ซึ่งได้ตอบกลับไปจากนั้นกระทรวงมหาดไทยจะนำเรียนนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง

“ได้ชี้แจงนายกรัฐมนตรีว่าเรื่องนี้ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายทั้งกับประชาชนและเอกชนที่มาลงทุนเพราะในอนาคตจะมีรถไฟฟ้าอีกหลายสายที่จะต้องชวนเอกชนมาลงทุนฉะนั้นจะต้องมีความโปร่งใสและให้ความมั่นใจ รวมทั้งประชาชนต้องได้ประโยชน์สูงสุดโดยกระบวนการวันนี้อยู่ในสภากรุงเทพมหานคร โดยคิดว่าภายใน 1-2 สัปดาห์จะทำเรื่องตอบกระทรวงมหาดไทยจากนั้นกระทรวงมหาดไทยนำเรียนนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง”

หวังเอกชนมั่นใจร่วมลงทุนกับรัฐต่อ

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล ระบุว่า เมื่อนายชัชชาติพูดถึงเรื่องการสร้างความเชื่อมั่นให้เอกชนเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่นายกรัฐมนตรีระบุว่า “ใช่ครับต้องให้ความมั่นใจ” จากนั้นนายชัชชาติ กล่าวต่อว่า

แหล่งข่าวจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) ระบุว่า ขณะนี้ กทม.ได้ทำหนังสือขออนุมัติจ่ายหนี้ค่าติดตั้งงานระบบไฟฟ้าและเครื่องกล (E&M) 22,800 ล้านบาท ให้ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC ผู้ให้บริการรถไฟฟ้า BTS ที่เป็นคู่สัญญา เสนอไปยังสภากรุงเทพมหานครก่อน หลังจากนี้ถือเป็นอำนาจของสภากรุงเทพมหานครที่จะบรรจุเป็นวาระพิจารณาในการเปิดประชุมสภากรุงเทพมหานคร ที่จะถึงในเดือน ต.ค.นี้

“ตอนนี้ กทม.ได้ทำตามหน้าที่ขั้นตอนที่ต้องดำเนินการแล้ว โดยการทำหนังสือส่งเรื่องไปให้สภากรุงเทพมหานครพิจารณา แต่อำนาจของการพิจารณาทั้งหมดก็อยู่ที่สภากรุงเทพมหานคร ดังนั้นคงต้องรอดูว่าในการเปิดประชุมสภาเดือนหน้านี้ จะมีการนำเอาเรื่องการจ่ายหนี้รถไฟฟ้าบรรจุในวาระหรือไม่ แต่ทาง กทม.ยืนยันว่าเราเข้าใจเอกชน และพร้อมที่จะชำระหนี้ส่วนนี้”

“บีทีเอส” ลุ้นต.ค.สภากทมเคาะจ่าย สายสีเขียวก้อนแรก 2.8 หมื่นล้าน

คาดจ่ายได้ก้อนแรก2.2หมื่นล้าน

สำหรับก่อนหน้านี้ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เตรียมเสนอจ่ายหนี้ค่าติดตั้งระบบรถไฟฟ้าก้อนแรก 22,800 ล้านบาท เข้าสู่ที่ประชุมสภากรุงเทพมหานคร เพื่อขออนุมัติใช้เงินสะสมของกรุงเทพมหานครที่มีคงเหลือราว 40,000 – 50,000 ล้านบาทมาจ่ายหนี้ส่วนนี้ เนื่องจากหนี้ที่เกิดจากค่าติดตั้งงานระบบไฟฟ้า เป็นก้อนหนี้ที่ครบกำหนดต้องชำระให้กับภาคเอกชน ซึ่งที่ผ่านมาทราบว่าคณะกรรมการวิสามัญที่ผ่านมาประชุมแล้ว 5 ครั้ง ดังนั้น กทม.จึงมองว่าหนี้ส่วนนี้มีข้อมูลพิจารณาเพียงพอที่จะชำระให้เอกชนได้

ส่วนหนี้ที่เกิดจากค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุง O&M (Operation and Maintenance) รถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ 1 (อ่อนนุช-แบริ่ง และสะพานตากสิน-บางหว้า) และส่วนต่อขยายช่วงที่ 2 (แบริ่ง-สมุทรปราการ และหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต) เรื่องนี้ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด ดังนั้นยังต้องรอกระบวนการศาลพิจารณาให้แล้วเสร็จก่อน

เคยส่งครม.เก่ารับทราบแผนจ่ายหนี้

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลระบุว่า คณะรัฐมนตรี(ครม.) รัฐบาลก่อนได้มีมติรับทราบรายงานความคืบหน้าการดำเนินโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ตามที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) นำเสนอผ่านกระทรวงมหาดไทยที่จะจ่ายหนี้ค่าติดตั้งระบบรถไฟฟ้าก้อนแรก 22,800 ล้านบาท ให้บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ “BTSC”

ทั้งนี้ ครม.รับทราบภาระหนี้จากงานโครงสร้างพื้นฐานและงานซื้อขายพร้อมติดตั้งระบบการเดินรถของ กทม.ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต และช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ รวมทั้งสนับสนุนงบประมาณ วงเงินรวม 78,830.86 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 13 มี.ค.2566) ที่ กทม.มีภาระต้องจ่ายให้กับ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) รวมทั้งค่าดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมสำหรับเงินกู้โครงสร้างพื้นฐานที่ กทม.ต้องจ่ายในอนาคต ซึ่งเกิดภายหลังจากที่ กทม.หยุดชำระหนี้มาตั้งแต่เดือน ก.ค.2562