background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

การเมืองผลัดใบ แต่โอกาสลงทุนยังอยู่ที่ไทยและเวียดนาม

การเมืองผลัดใบ แต่โอกาสลงทุนยังอยู่ที่ไทยและเวียดนาม

เอกชนย้ำปี 2566 เป็นช่วงโอกาสทองการลงทุน ไทยเตรียมรับทุนย้ายฐานผลิตจากจีน ชี้สถานการณ์การเมืองไม่กระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน กนอ.เผยครึ่งแรกปีงบประมาณ 2566 ยอดขายนิคมฯ เพิ่มขึ้นสองเท่า เตรียมขยายนิคมฯ อีกกว่า 17 แห่ง

นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมกาารบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า 

ในช่วงเวลานี้ไทยและเวียดนามซึ่งเป็นสองประเทศหลักที่ดับบลิวเอชเอลงทุน กำลังเกิดการเปลี่ยแปลงทางการเมืองที่น่าสนใจ โดยที่เวียดนามกำลังมีการเปลี่ยนประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะชูนโยบายเด่นเรื่องการต้านคอร์รัปชัน ส่งผลให้เกิดเป็นช่วงเกียร์ว่างของหน่วยงานราชการ ส่วนที่ไทยเองกำลังอยู่ระหว่างการจัดตั้งรัฐบาลใหม่

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การเมืองของทั้งสองประเทศไม่ได้กระทบต่อการลงทุนภาคนิคมอุตสาหกรรม เนื่องจากเทรนด์เคลื่อนย้ายฐานทุนออกจากจีนกำลังมุ่งหน้าสู่ภูมิภาคนี้ โดยเวียดนามยังคงมีจุดแข็งเรื่องค่าแรงราคาถูก และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่องจึงสามารถดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติเข้ามาได้ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ 

"โดยดับบลิวเอชเอตั้งเป้าที่จะขยายพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมในเวียดนามให้ได้กว่า 50,000 ไร่ และ ตั้งเป้าว่า 5 ปียอดขายนิคมในเวียดนามจะเท่ากับที่ไทย และธุรกิจของ WHA ในเวียดนามสร้างรายได้ให้กับ WHA ได้ 20% ได้ภายใน 5 ปีข้างหน้า"

ขณะที่เมื่อมองกลับมาที่ไทยว่าจะแข่งขันในการดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติได้อย่างไร แน่นอนว่าไทยมีจุดแข็งเรื่องการเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์และมีโครงสร้างพื้นฐานที่ครบครัน แต่ก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่จะต้องเร่งผลักดันและพัฒนาเพื่อให้ไทยขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาค ได้แก่

1.ยกระดับการเป็นพื้นที่ยุทธศาตร์เชื่อมโยงแลนด์บริดจ์ (Land Bridge) อ่าวและไทยอันดามัน จากเขตเศรษฐกิจพิเศษอีอีซีและระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ รวมทั้งผลักดันให้เกิดการผลิตไทยเป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชน 

2.การพัฒนาทักษะแรงงาน สนับสนุนแรงงานสูงอายุและคนรุ่นใหม่ เพิ่มทักษะภาษาอังกฤษและจีน รวมทั้งความเข้าใจและการใช้เทคโนโลยี

3.การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมใหม่ เตรียมพร้อมการเติบโตของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

4.การเชื่อมสัมพันธ์ทางการค้า เข้าร่วมข้อตกลง CPTPP และเดินหน้า FTA ยุโรป  

“การเกิดสงครามการค้า โควิด-19 และความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายฐานทุนจากจีนและชาติอื่นๆ ซึ่งจะอยู่ไปอีก 10-20 ปี ไม่เหมือนตลาดทุนที่มีความผันผวน ซึ่งไทยจะดึงการลงทุนให้เข้ามาได้ ทั้งกนอ. บีโอไอและอีอีซี รวมทั้งรัฐบาลใหม่จะต้องร่วมมือกับเอกชน”

โดยกลุ่มนักลงทุนหลักในนิคมฯ ดับบลิวเอชเอคืออุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และจะมีเข้ามาอีกหลายแบรนด์ซึ่งจะประกาศต่อไป ส่วนนิคมฯ ในเวียดนามจะเป็นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน 

นางสาวจรีพร ย้ำว่าช่วงเวลานี้เป็นโอกาสทองของการลงทุนย้ายฐาน น้ำขึ้นให้รีบตักอย่าให้อุปสรรคหรือข้อกฎหมาย อาทิ เรื่องผังเมือง มาเป็นข้อจำกัดให้ไทยไปต่อไม่ได้

นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า สถานการณ์การเมืองในประเทศที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนแปลงไม่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนระยะยาว เห็นได้จากตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาที่ไทยเกิดเหตุการณ์ทางการเมืองต่างๆ แต่การลงทุนในภาคอุตสาหกรรมของไทยยังมีเสถียรภาพและมีความแข็งแกร่ง เดินหน้าต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านของการเมืองในประเทศขณะนี้ได้กำหนดการในแต่ละช่วงเวลาแต่ละขั้นตอนชัดเจนแล้ว

“ขณะนี้ยอดขาย/เช่านิคมฯ ในช่วงครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2566 อยู่ที่ 3,458 ไร่ เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าเทียบกับปี 2565 ที่ทั้งปีมียอดเช่า/ขายรวม 2,016 ไร่ โดย กนอ.ยังอยู่ระหว่างพิจารณาอนุญาตโครงการลงทุนในนิคมต่างๆ อีก 17 นิคม ทำให้มั่นใจว่าแนวโน้มการลงทุนครึ่งหลังของปีนี้จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมอีวี อุปกรณ์ไฟฟ้า/อิเล็กทรอนิกส์”