ภายใต้การประกาศการใช้งบประมาณพรรคก้าวไกลตอนหาเสียง มีก้อนใหญ่ๆ คือ รัฐสวัสดิการ 6 แสนล้านบาท งบฯที่จะนำมาใช้จ่าย มาจาก 2 ส่วนคือ 1.ลดค่าใช้จ่าย ลดขนาดกองทุน ย้ายงบกลาง และ 2.การเก็บภาษีเพิ่ม
หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ระบุ ภายใต้การประกาศการใช้งบประมาณพรรคก้าวไกลตอนหาเสียง มีก้อนใหญ่ๆ คือ รัฐสวัสดิการ 6 แสนล้านบาท งบฯที่จะนำมาใช้จ่าย มาจาก 2 ส่วนคือ 1.ลดค่าใช้จ่าย ลดขนาดกองทุน ย้ายงบกลาง และ 2.การเก็บภาษีเพิ่ม
ถือว่ามีความเสี่ยง ที่จะหาเงินไม่ทัน หากไม่กู้เงิน หรือใช้งบภาครัฐ เพราะการตัดงบ ลดขนาดกองทัพ รวมถึงมาตรการการจัดเก็บภาษีเพิ่ม ไม่ง่าย สิ่งที่อาจเกิดขึ้น คือ ขาดดุลการคลังเพิ่มในระยข้างหน้า ซึ่งเป็นปัจจัยท้าทาย เพราะการขาดดุลการคลังทำได้ไม่มาก จากปัจจุบัน ที่หนี้สาธารณะไทยสูง ปัจจุบันไทยขาดดุลทางการคลังต่อปีอยู่ที่ 2-3% ของจีดีพี หากยังขาดดุลทางการคลังต่อเนื่อง ภายใน 10 ปีโอกาสที่หนี้สาธารณะไทยอาจแตะระดับที่กรอบบนที่ 70% ต่อจีดีพีได้
เหล่านี้ถือเป็นโจทย์ท้าทายของรัฐบาลชุดใหม่ ในการวางแผนใช้เงินในระยะข้างหน้า และยิ่งต้องเผชิญกับแรงกดดันมากขึ้น จากโครงสร้างประชากรของไทยที่แย่ลงเรื่อยๆ มีคนแก่มากขึ้น คนทำงานน้อยลง ทำให้ภาระต่องบประมาณในระยะข้างหน้ามีสูงขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับรายได้ที่ไม่ขึ้น
“แผนการนำงบประมาณมาใช้ ทั้ง 2 ส่วน ทั้งลดงบจากกองทัพ รวมถึงการเก็บภาษี ถือว่ามีแรงกดดันทั้งคู่ การลดงบกองทัพ แม้ทำได้ทันที แต่กระบวนการบางอย่าง เช่นการยกเลิกเกณฑ์ทหารต่างๆ ต้องติดตามดูว่าทำได้หรือไม่ เพราะสิ่งเหล่านี้ คือการเขย่าโครงสร้างเดิมทั้งหมด เช่นเดียวกันการเก็บภาษีคนรวย เหล่านี้คือโจทย์ท้าทายมากสำหรับรัฐบาลชุดนี้ ว่าจะสามารถทำได้หรือไม่”
หากดูนโยบายภาครัฐ ภายใต้พรรคก้าวไกล ที่ประกาศออกมาก่อนหน้า เชื่อว่า อาจไม่ได้เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันเศรษฐกิจไทยอาจหดตัวลงเล็กน้อยได้ เพราะมาตรการภาครัฐเหล่านี้ ไม่ได้เป็นการเพิ่ม “สภาพคล่อง”สู่ระบบเศรษฐกิจ แต่เป็นการโยกเงินบางส่วนมาใช้ เช่นเดียวกับการจัดเก็บภาษีคนรวย ไปช่วยคนจน เหล่านี้จะมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจหรือไม่
ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในช่วง 4 ปีข้างหน้า หลังจากนี้ มีโอกาสเติบโตช้าลง มีโอกาสที่จีดีพีจะต่ำกว่าระดับ 3% หากเทียบกับก่อนโควิด-19 ที่จีดีพีไทย เติบโตเฉลี่ย 3.2% ต่อปี จากประชาก วัยทำงานที่ลดลง การเข้าสู่สังคมสูงวัยมากขึ้น
แนะขจัดอุปสรรคดึงทุนต่างชาติ
ด้านผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัยและที่ปรึกษาการลงทุน ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย ดร.อมรเทพ จาวะลา ระบุ นโยบายรัฐบาลใหม่ แบ่งได้หลายหมวด 1. เงินสวัสดิการผู้สูงอายุ/เด็ก และเยาวชน เป็นรายจ่ายภาครัฐในงบประมาณประจำปี และโดยปกติงบเหล่านี้จะถูกจัดทำต่อเนื่องในอนาคต ไม่ว่าจะเปลี่ยนรัฐบาลไป
ส่วนภาระการคลัง แม้มีงบรายจ่ายส่วนนี้เพิ่ม แต่หากตัดงบอื่นออก หรือหารายได้เพิ่มมา ก็ไม่น่ากระทบความน่าเชื่อถือประเทศ หรือขัดวินัยการคลัง มองส่วนนี้ไม่ใช่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เป็นการจัดสรรสวัสดิการที่จำเป็น แต่น่าจะหามาตรการอื่นที่ไม่ใช่หว่านแห แต่เข้าถึงคนที่ต้องการสวัสดิการแท้จริง เช่น เด็กด้อยโอกาสการศึกษา หรือคนแก่ยากไร้
2. ด้านค่าแรงขั้นต่ำ ไม่ใช่งบประมาณภาครัฐแต่เป็นความเห็นร่วมลูกจ้าง นายจ้าง ภาครัฐ ปกติจะมีนายจ้าง หรือภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี เน้นแรงงานถูก แรงงานต่างด้าว โดยมากในกลุ่มค้าปลีก ค้าส่ง โรงแรม ร้านอาหาร และอุตสาหกรรมเกษตร
ขณะที่ทางออก เน้นการลงทุนจากต่างชาติ และขจัดปัญหาอุปสรรคในการลงทุน สร้างการดึงดูด เร่งทำข้อตกลงการค้าเสรีให้มากกว่านี้ มองมาตรการนี้น่าสนับสนุนกำลังซื้อระดับล่าง รวมทั้งเงินเดือนที่ขึ้นจะขึ้นเป็นลูกโซ่ต่อไป เป็นโอกาสของธุรกิจกลุ่มค้าปลีก ท่องเที่ยว สื่อสาร แต่ห่วงเงินเฟ้อ อาจพุ่งได้ต่อจากอุปสงค์ที่ร้อนแรงขึ้นกระทบการตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงินในปีหน้า
3.มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ต้องพิจารณาว่านโยบายเป็นอย่างไร จะก่อหนี้เพิ่มขึ้น หรือลดใช้จ่ายส่วนอื่น แต่ที่ห่วง คือแม้ขณะนี้เศรษฐกิจไทยฟื้นกว่าก่อนโควิด แต่มีคนจำนวนมากที่ยังไม่ฟื้น









