วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กรมการค้าระหว่างประเทศ เดินหน้าส่งเสริมสินค้าไทยสู่ตลาดโลก

กรมการค้าต่างประเทศเดินหน้าส่งเสริมการส่งออกของผู้ประกอบการไทยในเวทีนานาชาติ เผย ส่งออกข้าวเดือนม.ค.พุ่ง 78.76% พร้อมส่งเสริมการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า หนุนการค้าชายแดน ยันการใช้มาตรการทางการค้าด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม ปกป้องผลประโยชน์ของผู้ประกอบการไทย

นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯมีพันธกิจหลักในการส่งเสริมและอำนวยความสะดวกด้านการค้าต่างประเทศในหลากหลายมิติ เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าในการบุกตลาดที่มีศักยภาพ และสร้างแต้มต่อทางการค้าให้กับผู้ประกอบการไทย ในการสร้างมูลค่าการค้าของไทยให้เพิ่มขึ้น พร้อมกับติดตามการใช้มาตรการทางการค้าของประเทศต่าง ๆ เพื่อปกป้องและสร้างความเป็นธรรมทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการไทย โดยในเดือนก.พ.ที่ผ่านมา กรมได้เร่งส่งเสริมและผลักดันสินค้าเกษตรสำคัญต่าง ๆ อาทิ ข้าว มันสำปะหลัง รวมถึงการยกระดับสินค้าเกษตรนวัตกรรมต่างๆ ให้สามารถเข้าถึงตลาดต่างประเทศได้อย่างกว้างขวางและสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ผู้บริโภค

โดยในส่วนของมันสำปะหลัง กรมได้ร่วมกับสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย สมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย และสมาคมโรงงาน ผู้ผลิตมันสำปะหลัง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือรวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดงานประชุมสัมมนามันสำปะหลังโลก ปี 2566 (World Tapioca Conference หรือ WTC 2023) ระหว่างวันที่ 23 - 25 ก.พ. 2566 ที่จังหวัดนครราชสีมา

ภายในงานนี้ได้มีการลงนาม MOU ซื้อขายมันสำปะหลังล่วงหน้ากับผู้นำเข้าคือ จีน เขตบริหารพิเศษฮ่องกง และตุรกี 2 ล้านตัน เทียบเท่า 4.76 ล้านตันหัวมันสด มูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาท คาดว่า ช่วยสร้างความมั่นใจว่าราคาหัวมันสดของไทยจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างแน่นอน ทั้งนี้ สถิติการส่งออกมันสำปะหลังเดือนม.ค. 2566 มีมูลค่า 11,554.94 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 4.03%

ด้านการผลักดันการส่งออกข้าว ทางกรมได้ เข้าร่วมงาน BIOFACH 2023 ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 14 – 17 ก.พ. ณ เมืองนูเรมเบิร์ก สหพันธ์สาธารณรัฐ โดยได้เข้าร่วมการจัดนิทรรศการและแสดงตัวอย่างสินค้าข้าวอินทรีย์และผลิตภัณฑ์จากข้าวอินทรีย์ของไทยชนิดต่าง ๆ เช่น ข้าวหอมมะลิไทยอินทรีย์ ข้าวไรซ์เบอร์รี่อินทรีย์ แป้งข้าวอินทรีย์ เครื่องดื่มจากข้าวอินทรีย์ และขนมอบกรอบที่ทำจากข้าวอินทรีย์ เป็นต้น

รวมทั้งจัดให้มีการเจรจาธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการและผู้นำเข้าจากต่างประเทศภายในงานอีกด้วย คาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าคำสั่งซื้อข้าวอินทรีย์ไทยกว่า 14 ล้านบาท และผลิตภัณฑ์จากข้าวอินทรีย์ไทยอีกกว่า 10 ล้านบาท

นอกจากนี้แนวโน้มการผลิตและตลาดเกษตรอินทรีย์ทั่วโลกเติบโตอย่างต่อเนื่องถึงปี 2564 และเริ่มชะลอตัวในปี 2565 เนื่องจากรายได้ของผู้บริโภคลดลงและราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ดี คาดว่าในปี 2566 เกษตรอินทรีย์ในยุโรป เช่น เยอรมนี อิตาลี และสหราชอาณาจักร มีทิศทางเติบโตแต่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจากผลกระทบของอัตราเงินเฟ้อและราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น

นอกจากนี้  กรมฯยังมีแผนประชาสัมพันธ์ข้าวไทย โดยจะเข้าร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติระดับโลก ได้แก่ งาน Foodex Japan 2023 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น งาน Canton Fair 2023 ณ เมืองกวางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน งาน The 20th China-ASEAN Expo (CAEXPO) ณ นครหนานหนิง สาธารณรัฐประชาชนจีน งาน Fine Food Australia 2023 ณ นครซิดนีย์ ออสเตรเลีย และงาน Beauty World Middle East 2023 ณ นครดูไบ สาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์

"การส่งออกข้าวเดือน ม.ค.66 มีมูลค่า 14,277.39 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 78.76%โดยเป็นผลมาจากการส่งมอบต่อเนื่องจากช่วงปลายปี ที่มีคำสั่งซื้อเข้ามาก่อนหน้านี้  ประกอบกับค่าเงินบาทที่อ่อนค่า ส่งผลต่อรายได้ที่เข้ามาโดยปีนี้ตั้งเป้าส่งออกข้าว 7.5 ล้านตัน "นายรณรงค์ กล่าว

นอกจากนี้  ยังมาจากอินโดนีเซีย บังคลาเทศ และอิรัก ที่มีการนำเข้าข้าวไทยเพิ่มขึ้น รวมไปถึงกลุ่มประเทศในตะวันออกกลางที่ไทยส่งออกได้มากขึ้นเมื่อปี 2565 ที่ผ่านมา จากปี 2564 ส่งออกได้ 630,000 ตัน  ปี2565 ส่งออกได้ 2.3 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 26%

และในปี 2566 นี้ก็เชื่อว่าการส่งออกข้าวไทยในตลาดดังกล่าวนี้ยังคงเติบโตได้  ส่วนการส่งออกข้าวไทยเดือนก.พ.2566 ยังต้องติดตามอัตราแลกเปลี่ยนที่มีผลต่อการแข่งขันส่งออกข้าวไทย

นายรณรงค์ กล่าวว่า สำหรับการค้าชายแดนและผ่านแดน กรมได้เร่งผลักดันการเปิดจุดผ่านแดนเพิ่มเติม เพื่อขนส่งสินค้าภายใต้มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด ปัจจุบันเปิดแล้ว 87 แห่ง จากทั้งหมด 97 แห่ง คาดว่าด้านที่เหลือคงจะเปิดกันได้ตามปกติเร็วๆนี้

ขณะที่ด้านการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง (Self - Certification) กรมฯ ได้จัดการส่งเสริมความรู้แก่ผู้ประกอบการในเรื่อง การรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง (Self-Certification) ซึ่งการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าที่ผู้ส่งออกสามารถรับรองตนเองว่าสินค้าของตนนั้น ทำได้ตามกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า ซึ่งการรับรองตนเองนี้ สามารถรับรองตนเองลงในเอกสารทางการค้าได้เลย เช่น Invoice, Packing List เป็นต้น เพื่อนำไปใช้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรที่ประเทศปลายทางเพื่อขอยกเว้นหรือลดภาษีนำเข้าได้เช่นเดียวกับหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า

ขณะที่มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping : AD) กรมฯ ยืนยันว่าการทบทวนมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) ของคณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาดและการอุดหนุน (ทตอ.) ในสินค้าเหล็กแผ่นรีดเย็นชุบหรือเคลือบด้วยโลหะเจือของอะลูมิเนียมและสังกะสีแบบจุ่มร้อน (GL) จากเวียดนาม และสินค้าแผ่นเหล็กรีดร้อนจากบราซิล อิหร่าน และตุรกี เป็นไปตามหลักกฎหมาย เป็นกลาง โปร่งใส และเน้นการมีส่วนร่วมในกระบวนการของผู้มีส่วนได้เสีย คำนึงถึงผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายและผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ