background-default

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม 2569

Login
Login

กนอ.ลุยซื้อที่ดิน 1.4 พันไร่ ปักหมุดนิคมฯใหม่ “ระยอง”

กนอ.ลุยซื้อที่ดิน 1.4 พันไร่  ปักหมุดนิคมฯใหม่ “ระยอง”

เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เป็นพื้นที่สำคัญในการดึงการลงทุนภาคเอกชน โดยปี 2565 มีการขอส่งเสริมการลงทุนในอีอีซีมี 637 โครงการ คิดเป็นเงินลงทุนรวม 358,833 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 84% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

การขยายตัวของการลงทุนดังกล่าวทำให้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเห็นโอกาสการพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม เพื่อรองรับการลงทุนซึ่งนอกจากภาคเอกชนที่มีการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมหลายแห่งแล้ว การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม เห็นโอกาสจากการเติบโตของการลงทุนในพื้นที่

ล่าสุดมีแผนการพัฒนาพื้นที่ 1,482 ไร่ ใน อ.เมืองระยอง จ.ระยอง เป็นนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ เพื่อรองรับการลงทุนในอนาคต โดยการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 24 ม.ค.2565 เห็นชอบการลงทุนซื้อที่ดินโครงการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมในอีอีซี และพื้นที่ จ.ลำพูน ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ มีวงเงินจัดซื้อที่ดินรวม 3,510 ล้านบาท แบ่งเป็นวงเงินเพื่อซื้อที่ดินใน จ.ระยอง 2,668 ล้านบาท และวงเงินในการซื้อที่ดินใน จ.ลำพูน 842 ล้านบาท รวมวงเงินที่ลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมทั้ง 2 แห่ง 6,545 ล้านบาท

วีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการ กนอ.กล่าวว่า การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) เริ่มเข้าต่อเนื่องโดยเฉพาะในอีอีซี ซึ่งในปี 2566 มีทิศทางการเคลื่อนย้ายการลงทุนที่เกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งทำให้มีนักลงทุนสนใจอาเซียนมากขึ้นรวมถึงไทย และแม้ว่าเศรษฐกิจปีนี้จะมีปัจจัยเสี่ยงทั้งเรื่องเศรษฐกิจโลกถดถอย เงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ย แต่จะเป็นผลกระทบระยะสั้น 

ขณะที่การลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมเป็นการลงทุนระยะยาว และการตั้งนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ในอีอีซีจะเพิ่มศักยภาพในการรองรับการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยานยนต์สมัยใหม่ การบินและโลจิสติกส์ หุ่นยนต์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ อุตสาหกรรมรีไซเคิลกากอุตสาหกรรม และกลุ่มอุตสาหกรรมการแพทย์
 

สำหรับกลุ่มเป้าหมายโครงการนี้เป็นผู้ประกอบการญี่ปุ่น โดยคาดว่าพื้นที่จะขายหรือให้เช่าหมดใน 5 ปี หลังก่อสร้างเสร็จซึ่งก่อให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจและสังคม และเกิดการจ้างงาน 13,920 คน และเกิดผลผลิตรวมให้ประเทศในสาขาต่างๆ ปีละ 1,542 ล้านบาท

รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในการประชุม ครม.ดังกล่าว กระทรวงอุตสาหกรรมรายงานว่าวงเงินที่ใช้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ในอีอีซีจะจ่ายจากรายได้และเงินสะสมของ กนอ.ทั้งหมด แบ่งเป็นค่าซื้อที่ดิน 2,668 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายในการประเมินรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) 12 ล้านบาท ค่าออกแบบรายละเอียดโครงการ 71 ล้านบาท ค่าก่อสร้าง 1,556 ล้านบาท และค่าควบคุมการก่อสร้าง 78 ล้านบาท

รวมทั้ง กนอ.รายงาน ครม.ว่าที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นที่ดินประเภทพัฒนาอุตสาหกรรมใน จ.ระยอง โดยเป็นพื้นที่ต่อเนื่องจากเขตพัฒนาอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง และเข้าถึงพื้นที่ได้หลายทิศทาง โดยทิศเหนือและทิศตะวันออกติดกับพื้นที่โล่งทำการเกษตรกรรม ทิศใต้และทิศตะวันตกติดกับ นิคมอุตสากรรมหลักชัยเมืองยาง

สำหรับโครงการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ใน จ.ลำพูน ตั้งอยู่ที่ ต.มะเขือแจ้ และ ต.บ้านกลาง อ.เมืองลำพูน จ.ลำพูน เป็นที่ดินประเภทอุตสาหกรรมทั่วไปที่ไม่เป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมและคลังสินค้า มีเนื้อที่ 653 ไร่ และที่ดินถนนทางเข้า 25 ไร่ 

ทั้งนี้ มีวงเงินลงทุน 2,160 ล้านบาท แบ่งเป็น ค่าจัดซื้อที่ดินโครงการ 842 ล้านบาท ค่าจัดทำ EIA 8 ล้านบาท ค่าออกแบบรายละเอียดโครงการ 41 ล้านบาท ค่าสร้างถนนเข้าออก 110 ล้านบาท ค่าก่อสร้าง 1,103 ล้านบาท และค่าควบคุมการก่อสร้าง 56 ล้านบาท รองรับการลงทุนอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องประดับ เครื่องนุ่งห่ม แปรรูปอาหาร เกษตร และ Bio Technology รวมทั้งพลังงานชีวภาพ ที่เป็นจุดเด่นของภาคเหนือ 

สำหรับกลุ่มเป้าหมายจะรองรับผู้ประกอบการญี่ปุ่นเช่นกัน เพราะมีการลงทุนในพื้นที่ใกล้เคียงและมีแผนขยายลงทุนในไทย ซึ่งพื้นที่จะขายหรือให้เช่าหมดภายใน 5 ปี หลังก่อสร้างเสร็จ ก่อให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจและสังคม โดยเกิดการจ้างงาน 8,415 คน และเกิดผลผลิตรวมให้ประเทศในสาขาต่างๆ 277.85 ล้านบาท

กนอ.ลุยซื้อที่ดิน 1.4 พันไร่  ปักหมุดนิคมฯใหม่ “ระยอง”

ทั้งนี้ ครม.ให้ กนอ.วางแผนรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกรณีซื้อที่ดินจากเอกชนไม่ได้ตามเป้าหมาย ซึ่งอาจทบทวนรูปแบบการลงทุน โดยเปรียบเทียบความคุ้มค่าระหว่างการลงทุนตั้งนิคมอุตสาหกรรมใหม่กับการขยายพื้นที่ในนิคมอตุสาหกรรมเดิมที่มี เพื่อให้ใช้พื้นที่เดิมได้เต็มศักยภาพ

นอกจากนี้ สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) มีความเห็นเพิ่มเติมว่าการตั้งนิคมอุตสาหกรรมทั้ง 2 แห่ง ใช้แหล่งเงินจากรายได้ กนอ.ทั้งหมด ซึ่งปี 2566 กนอ.คาดว่ามีเงินสดคงเหลือ 9,500 ล้านบาท โดยถึงแม้ทำ 2 โครงการพร้อมกัน มีมูลค่ารวม 6,545 ล้านบาท จะไม่กระทบสภาพคล่อง กนอ.

ในขณะที่การตรวจสอบข้อมูลงบการเงินของ กนอ.ที่รายงานสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพื่อจัดทำกรอบและงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจปีงบประมาณ 2566 ซึ่ง ครม.เห็นชอบวันที่ 20 ก.ย.2565 พบว่า ปี 2566 กนอ.คาดว่ามีเงินสดปลายงวดคงเหลือ 1,500 ล้านบาท มีเงินสดเพื่อคงสภาพคล่อง 355.23 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 2,202 ล้านบาท

รวมทั้งเพื่อให้การดำเนินโครงการนี้มีประสิทธิภาพและเป็นไปตามเป้าหมายควรวางแผนบริหารความเสี่ยงเพื่อให้มั่นใจได้ว่า กนอ.จะมีสภาพคล่องมากพอที่จะดำเนินโครงการโดยไม่ขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐเพิ่ม หรือหากอนาคต กนอ.จำเป็นต้องใช้แหล่งเงินกู้เพื่อดำเนินโครงการทั้ง 2 แห่ง อาจต้องคำนึงถึงต้นทุนการเงินที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจกระทบความสำเร็จของโครงการ